วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องจุดแข็ง-ข้อจำกัด กทม. รับมือฝนเปลี่ยนฤดู เมกะโปรเจกต์ 1.6 แสนล้าน ตัดยอดน้ำเหนือ

โปรยข่าว: กทม. โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกยังเผชิญข้อจำกัดจากสภาพพื้นที่แอ่งกระทะและระบบระบายน้ำ ขณะที่น้ำเหนือปีนี้ไม่รุนแรงเท่าปี 2554 จากปริมาณน้ำและการบริหารจัดการที่ดี พร้อมเสนอเร่งเดินหน้าโครงการคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย 1.6 แสนล้านบาท หวังตัดยอดน้ำหลากได้ 700 ลบ.ม./วินาที

KEY POINTS

  • กทม. โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ ระบบระบายน้ำจึงจำกัดเมื่อเจอฝนตกหนักสะสม
  • น้ำเหนือปีนี้ไม่รุนแรงเท่าปี 2554 จากปริมาณน้ำน้อยกว่าและการบริหารจัดการที่ดี ควบคุมน้ำเจ้าพระยาไม่ให้กระทบพื้นที่ชั้นใน
  • โครงการคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย 1.6 แสนล้านบาท เป็นแผนระยะยาว ช่วยตัดยอดน้ำหลากภาคเหนือได้ 700 ลบ.ม./วินาที ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

จากสถานการณ์ฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ส่งผลให้มวลน้ำเหนือไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างรวดเร็ว จนเขื่อนเจ้าพระยาต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นสู่ระดับเต็มกำลัง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งสร้างความกังวลแก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมใหญ่ ล่าสุด ในรายการ DEEP Talk ของ 'กรุงเทพธุรกิจ' ดำเนินรายการโดยอาชวินท์ สุกสี ได้เชิญ "ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง" อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามวลน้ำเหนือเริ่มส่งสัญญาณทรงตัวและจะค่อย ๆ ลดลง ยืนยันว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างแน่นอน

ฝนสะสมใต้เขื่อน—น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัว

"ผศ.ดร.ณัฐ" อธิบายถึงที่มาของปริมาณน้ำมหาศาลในครั้งนี้ว่า เกิดจากอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนผ่านภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ใต้เขื่อนภูมิพล โดยเฉพาะในลุ่มน้ำปิงตอนล่างและลุ่มน้ำสะแกกรัง มวลน้ำดังกล่าวจึงไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างรวดเร็ว

จากการประเมินล่าสุด ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C2 อ.เมือง นครสวรรค์ อยู่ที่ประมาณ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังอีกราว 520 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อมีการผันน้ำออกทางฝั่งตะวันออก (คลองชัยนาท-ป่าสัก) และฝั่งตะวันตกรวมประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้สมดุลของปริมาณน้ำไหลเข้าและระบายออกเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มนิ่งและทยอยลดลง คาดว่าการระบายน้ำที่ระดับ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะใช้เวลาเพียง 1–2 วัน ก่อนที่กรมชลประทานจะสามารถปรับลดอัตราการปล่อยน้ำลงได้

เทียบสถิติ 2554 ชี้ปัจจัยการบริหารจัดการช่วยเซฟ กทม.

เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 "ผศ.ดร.ณัฐ" ชี้ให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในมิติของปริมาณน้ำและการควบคุม ดังนี้

  • ปริมาณมวลน้ำหลาก: ปี 2554 ปริมาณน้ำผ่านสถานี C2 สูงถึง 4,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ปีนี้ยอดน้ำสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น
  • การคุมทิศทางน้ำ: ในปี 2554 มวลน้ำเอ่อล้นทุ่งและโอบล้อมพื้นที่กรุงเทพฯ ทุกทิศทาง แต่ในปีนี้กรมชลประทานได้ปิดประตูน้ำบริเวณเขื่อนพระราม 6 ไม่ให้น้ำไหลลงสู่คลองระพีพัฒน์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไปซ้ำเติมพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ (เช่น ลาดกระบัง) ที่ยังมีน้ำท่วมขังเดิม
  • ศักยภาพลำน้ำ: แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างแถบปทุมธานีและกรุงเทพฯ สามารถรองรับการไหลได้สูงสุดถึง 3,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปัจจุบันระดับน้ำยังคงคุมให้อยู่ในตลิ่งได้โดยไม่เอ่อล้นเข้าพื้นที่ชั้นใน

ผลกระทบของการระบายน้ำจึงจำกัดอยู่เฉพาะ พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ถึงบางปะอิน ซึ่งระดับน้ำอาจสูงขึ้นประมาณ 20–50 เซนติเมตร ชั่วคราวราว 1–2 สัปดาห์ ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็ว

"น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเองยังสามารถคุมให้อยู่ในตลิ่งได้ เพราะฉะนั้นในส่วนของน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะไม่ได้กระทบการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือเข้าไปเติมแน่นอน"

ฝนแนวปะทะ 4–7 ต.ค. และต้นทุนน้ำสำรองทั่วประเทศ

ต่อกรณีประกาศเตือนสภาพอากาศแปรปรวนช่วงวันที่ 4–7 ตุลาคม "ผศ.ดร.ณัฐ" ระบุว่า เกิดจากมวลอากาศเย็นความกดอากาศสูงจากประเทศจีนเคลื่อนลงมาปะทะกับมวลอากาศอุ่นชื้น เกิดเป็น "ฝนแนวปะทะ" (ฝนเปลี่ยนฤดู) ซึ่งจะตกกระจายและเคลื่อนตัวเร็ว ไม่ได้ตกแช่นานเหมือนร่องความกดอากาศต่ำก่อนหน้านี้

ฝนชุดนี้ยังส่งผลดีในการเติมน้ำเข้าเขื่อนใหญ่ทางภาคเหนือ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ (ปัจจุบันมีน้ำ 81%) และเขื่อนภูมิพล (67%) ซึ่งยังมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำได้อีกมาก ภาพรวมปริมาณน้ำจัดเก็บในแหล่งน้ำทั่วประเทศถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าค่าเฉลี่ยหลายปี เนื่องจากได้รับความชื้นจากทั้งฝั่งอันดามันและทะเลจีนใต้

  • ภาคอีสาน: เขื่อนลำตะคองมีน้ำเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 72% ช่วยขจัดความกังวลเรื่องภัยแล้งของจังหวัดนครราชสีมา
  • ภาคกลาง: เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 110% ของความจุเก็บกัก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของเขื่อนป่าสักฯ ในช่วงปลายฤดูฝน (ย้อนหลัง 4–5 ปี เคยสูงถึง 114%–125%)
  • ภาคตะวันตกและตะวันออก: เขื่อนวชิราลงกรณ (99%) เขื่อนศรีนครินทร์ (95%) และเขื่อนประแสร์ (102%) สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งถัดไปได้อย่างมั่นคง

ข้อจำกัดกายภาพกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก แนวทางแก้ไข

สำหรับปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะโซนฝั่งตะวันออก เช่น เคหะคลองจั่น, ร่มเกล้า, บึงกุ่ม "ผศ.ดร.ณัฐ" ชี้แจงว่า เกิดจากสภาพภูมิประเทศที่เป็น "แอ่งกระทะ" รับน้ำจากทั้งฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง ประกอบกับระบบระบายน้ำของ กทม. ต้องใช้วิธีสูบน้ำทอยเป็นทอด ๆ ผ่านพื้นที่ควบคุมย่อยราว 22 พื้นที่

นอกจากนี้ ท่อระบายน้ำตามซอยย่อยถูกออกแบบไว้รองรับปริมาณฝนในรอบปีการเกิดซ้ำ เพียง 2 ปี และคลองหลักรองรับได้ 5–10 ปี เมื่อเจอฝนตกหนักสะสมเกิน 300 มิลลิเมตร จึงเกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำโดย กทม. ควรเร่ง "พร่องน้ำ" ในคลองและบึงรับน้ำไว้ล่วงหน้า ติดตามพยากรณ์อากาศจากหลายแหล่ง และทำแผนบำรุงรักษาเครื่องสูบน้ำเชิงป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยง

เมกะโปรเจกต์ 'คลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย'

"ผศ.ดร.ณัฐ" ได้แสดงความเห็นสนับสนุนมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติโครงการ คลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ภายใต้แผนแม่บท 9 แผนงานลุ่มน้ำเจ้าพระยา

โครงสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่นี้จะช่วยผันน้ำจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยาออกทางฝั่งตะวันออกได้เพิ่มขึ้นเป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเดิม 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะช่วยตัดยอดน้ำหลากผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงได้ถึง 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะทำงานร่วมกับแผนงานปรับปรุงการระบายน้ำฝั่งตะวันออกเพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยด้วยระบบแรงโน้มถ่วงโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบสูบน้ำ

"ถ้าตัดน้ำออกไปได้ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากที่ระบาย 2,500 เหลืออยู่แค่ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ด้านล่างนี้จัดจัดการได้สบาย ประชาชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำก็จะเบาลงเยอะ"

"ผศ.ดร.ณัฐ" สรุปทิ้งท้ายว่า แม้ภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลายความวิตกไปได้มาก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกเฉพาะพื้นที่อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าสภาวะปัจจุบันจะไม่ขยายตัวเป็นน้ำท่วมใหญ่ และกรุงเทพมหานครจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน