วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากฝนถล่มกรุงเทพฯ สู่ 'ลูกเห็บหลงฤดู' เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัสที่ทรงพลัง

ไขปริศนาลูกเห็บหลงฤดูถล่มกรุงเทพฯ เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัส หรือเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดนอกช่วงพายุฤดูร้อน พร้อมเปิดสถิติกรุงเทพฯ เคยพบลูกเห็บแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในปี 2551 และ 2558

KEY POINTS

  • เกิดปรากฏการณ์ลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักและถูกเรียกว่า 'ลูกเห็บหลงฤดู'
  • สาเหตุของฝนตกหนัก ฟ้าผ่า และลูกเห็บครั้งนี้เกิดจากเมฆก้อนขนาดใหญ่ที่ทรงพลังชื่อว่า 'คิวมูโลนิมบัส'
  • เมฆคิวมูโลนิมบัสทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในระยะเวลาสั้น (30 นาที - 1 ชั่วโมง) แตกต่างจากเมฆนิมโบสเตรตัสที่ทำให้ฝนตกต่อเนื่องยาวนาน

เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนัก ฟ้าผ่า และลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เช่น ลาดพร้าว รัชดาภิเษก และโชคชัย 4 เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกและความสนใจแก่ประชาชน ปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวเกิดขึ้นกะทันหัน ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาในสังคมเกี่ยวกับสาเหตุและกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เกิดลูกเห็บขึ้นในพื้นที่เมืองหลวง

ลูกเห็บในกรุงเทพฯ และความหมายของ 'ลูกเห็บหลงฤดู'

"ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ" ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ และเจ้าของรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แห่งปี Thailand Science Communication Awards 2026 และผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ กล่าวว่า จากการค้นย้อนหลังพบว่า ลูกเห็บเคยตกในกรุงเทพฯ มาแล้วอย่างน้อยในปี พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2558

คำถามที่ว่าครั้งนี้เป็น 'ลูกเห็บหลงฤดู' หรือไม่ คำตอบคือ 'หลงฤดู' เนื่องจากในประเทศไทย ลูกเห็บมักจะมาพร้อมกับพายุฤดูร้อน นอกจากนี้ ในวารสารอุตุนิยมวิทยาฉบับหนึ่งเคยมีบทความเรื่อง 'ลูกเห็บหลงฤดู' ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ลูกเห็บหลงฤดูเคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้

จากฝนถล่มกรุงเทพฯ สู่ 'ลูกเห็บหลงฤดู' เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัสที่ทรงพลัง

เทียบเมฆฝน 2 สกุล นิมโบสเตรตัส vs คิวมูโลนิมบัส

เพื่อความเข้าใจในมุมมองของเมฆฝนที่ปล่อยน้ำลงมา ว่าเหตุการณ์ฝนตกหนักพร้อมลูกเห็บคราวนี้แตกต่างจากครั้งก่อนที่ตกแช่ตลอดวันและข้ามวัน จนทำให้น้ำท่วมอย่างไร "ดร.บัญชา" เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเมฆ 2 สกุล (genus) ตามการจัดจำแนกประเภทของเมฆโดย International Cloud Atlas ดังนี้

1. เมฆนิมโบสเตรตัส (Nimbostratus) — เหตุการณ์ฝนตกหนักสะสม ตกแช่ ใน กทม. วันที่ 25–26 กันยายน 2569

  • เป็นเมฆระดับกลาง แต่มีฐานอยู่ระดับต่ำ
  • ทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่องยาวนาน อาจหลายชั่วโมง หรือนานข้ามวัน และกินพื้นที่กว้าง
  • มักไม่มีฟ้าร้องฟ้าผ่า

2. เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) — เมฆฝนครั้งล่าสุดวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569

  • เป็นเมฆก้อนขนาดใหญ่ ยอดเมฆอยู่ระดับสูง
  • มีชื่อไทยว่า 'เมฆฝนฟ้าคะนอง'
  • ทำให้เกิดฝนตกหนัก แต่นาน 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง (ต่อเมฆ 1 ก้อน)
  • มีฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และอาจมีลูกเห็บ หากเมฆทรงพลังมาก

ระยะเวลาฝนตก 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ต่อเมฆ 1 ก้อนนั้น ในทางอุตุนิยมวิทยาเรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนองแบบเซลล์เดียว (single-cell thunderstorm)

คำว่า เซลล์ (cell) เมื่อใช้กับเมฆ หมายถึง ก้อนเมฆที่มีกระแสอากาศไหลขึ้น (updraft) และกระแสอากาศไหลลง (downdraft) อย่างละ 1 กระแส

อย่างไรก็ตาม หากในบริเวณหนึ่ง ๆ มีเมฆฝนฟ้าคะนองมากกว่า 1 ก้อนขึ้นไป จะเรียกว่าเกิด พายุฝนฟ้าคะนองแบบหลายเซลล์ (multicell thunderstorm) ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ฝนตก ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ก็มักจะยาวนานกว่า 1 ชั่วโมง

"ดร.บัญชา" ระบุด้วยว่า เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติของฝนฟ้าอากาศนั้นเป็นเรื่องสำคัญเสมอมา จึงควรค่อย ๆ เรียนรู้จากบุคคลและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้