งานวิจัยชี้ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เร่งวิกฤติความร้อนทั่วโลก คาด 9 เดือนอาจมีผู้เสียชีวิตส่วนเกินสูงถึง 451,000 ราย ขณะที่ไทยติดอันดับ 13 ประเทศเสี่ยง คาดกระทบชีวิตราว 5,000 ราย โดยอาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ต้องจับตา โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย
KEY POINTS
- งานวิจัยคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตส่วนเกินจากความร้อนทั่วโลกสูงถึง 451,000 รายในช่วง 9 เดือน
- ประเทศไทยติดอันดับ 13 ของกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนประมาณ 5,000 ราย
- ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย
คณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยผลกระทบทางภูมิอากาศ (Climate Impact Lab) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) ออกรายงานวิจัยเชิงคาดการณ์ฉบับใหม่เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 ระบุว่า ปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือในปี 2027 กำลังดันให้อุณหภูมิพื้นดินทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าบรรทัดฐานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 'กรุงเทพธุรกิจ' สรุปประเด็นสำคัญจากงานวิจัย ดังนี้
สภาวะความร้อนสะสมสุดขั้วนี้อาจเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตส่วนเกิน (จำนวนผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงเกินกว่าระดับค่าเฉลี่ยปกติ) ทั่วโลกมากถึง 451,000 ราย ในช่วง 9 เดือนแรก (มิถุนายน 2026 ถึง กุมภาพันธ์ 2027) เมื่อเปรียบเทียบกับปีปกติ โดยเฉพาะในระยะ 6 เดือนข้างหน้า (กันยายน 2026 ถึง กุมภาพันธ์ 2027) คาดการณ์ว่ายอดผู้เสียชีวิตส่วนเกินเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 239,000 ราย โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนทางสถิติผันผวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงราว 11,000 ราย
รายงานเน้นย้ำว่ากลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) จะเป็นพื้นที่ที่รับผลกระทบรุนแรงที่สุด รวมถึงประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
"ไมเคิล กรีนสโตน" นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก และผู้ร่วมก่อตั้ง Climate Impact Lab กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ว่ รายงานฉบับนี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสามารถดำเนินมาตรการฉุกเฉิน ณ จุดใดได้บ้างในขณะนี้ เพื่อรักษาชีวิตประชากรหลายหมื่นคนในเดือนต่อ ๆ ไป
"ข้อมูลการพยากรณ์ความเสี่ยงรายพื้นที่ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงเช่นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนบทบาทขององค์กรด้านมนุษยธรรมและรัฐบาลจากการตั้งรับหลังเกิดภัยพิบัติ มาเป็นการวางแผนเชิงรุกก่อนที่ความสูญเสียจะเกิดขึ้นจริง"
วิกฤติความร้อน จะกลายเป็นเรื่องปกติ 20 ปีข้างหน้า
จากข้อมูลแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ คณะนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าอุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นดินทั่วโลกในช่วงหลายเดือนข้างหน้าจะเพิ่มสูงกว่าระดับปกติถึง 1.2 องศาเซลเซียส ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิดังกล่าวส่งผลให้จำนวนวันที่อากาศร้อนจัดสุดขั้ว ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 44% เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยปีปกติในช่วงปี 1996–2025 ซึ่งเป็นปีฐานอ้างอิง
สถาบัน Climate Impact Lab ได้เปรียบเปรยปรากฏการณ์ความร้อนสุดขั้วครั้งนี้ว่าเป็นเหมือน "โปสต์การ์ดจากอนาคต" เนื่องจากสภาวะอากาศร้อนผิดปกติที่เกิดขึ้นกำลังส่งแรงเหวี่ยงให้มนุษยชาติเผชิญกับอุณหภูมิที่จะกลายเป็นเรื่องปกติในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่และระบบสาธารณสุขในหลายประเทศยังไม่ทันได้มีเวลาเตรียมตัวหรือปรับตัวเพื่อปกป้องชีวิตตนเอง
ขนาดความสูญเสียชีวิตจากความร้อนส่วนเกินจำนวน 451,000 รายในช่วง 9 เดือนนี้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์อุทกภัยและดินถล่มครั้งใหญ่ในประเทศเนปาลซึ่งมีผู้เสียชีวิตและสูญหายราว 6,800 ราย จะพบว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้สูงกว่าถึงประมาณ 65 เท่า นอกจากนี้ หากปรากฏการณ์เอลนีโญยังคงยืดเยื้อต่อไปตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2027 ตัวเลขผู้เสียชีวิตส่วนเกินสะสมมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยจะยังคงตกค้างไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2027
TOP 20 ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ตารางประเมินอันดับประเทศที่คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตส่วนเกินจากความร้อนสูงที่สุด 20 ประเทศ สำหรับช่วงเวลา 6 เดือน ระหว่างเดือนกันยายน 2026 - กุมภาพันธ์ 2027 สะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตความเสี่ยงเชิงพื้นที่อย่างเด่นชัด ดังนี้
ผลจากการจัดอันดับชี้ให้เห็นว่า ประเทศในกลุ่มซีกโลกใต้ (Global South) ครองพื้นที่อันดับต้นๆ ของตารางอย่างชัดเจน
- อันดับ 1 ไนจีเรีย 31,400 ราย
- อันดับ 2 อินโดนีเซีย 19,300 ราย
- อันดับ 3 ซูดาน 17,500 ราย
- อันดับ 4 อินเดีย 15,800 ราย
- อันดับ 5 บราซิล 13,300 ราย
- อันดับ 6 คองโก 10,000 ราย
- อันดับ 7 ไนเจอร์ 10,000 ราย
- อันดับ 8 ชาด 7,900 ราย
- อันดับ 9 ฟิลิปปินส์ 6,500 ราย
- อันดับ 10 ซูดานใต้ 5,600 ราย
- อันดับ 11 เวียดนาม 5,600 ราย
- อันดับ 12 มาลี 5,200 ราย
- อันดับ 13 ไทย 5,000 ราย
- อันดับ 14 บูร์กินาฟาโซ 4,700 ราย
- อันดับ 15 เอธิโอเปีย 4,500 ราย
- อันดับ 16 ยูกันดา 3,800 ราย
- อันดับ 17 ปากีสถาน 3,600 ราย
- อันดับ 18 กานา 3,600 ราย
- อันดับ 19 สหรัฐอเมริกา 3,500 ราย
- อันดับ 20 แคเมอรูน 3,300 ราย
เจาะลึกผลกระทบในไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับประเทศไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งสะสมจากซูเปอร์เอลนีโญกำลังสร้างความเสี่ยงทางสาธารณสุขอย่างรุนแรง
รายงานระบุว่า กลุ่มประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และกัมพูชา จะมีจำนวนผู้เสียชีวิตส่วนเกินจากภัยความร้อนรวมกันราว 19,400 ราย ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2026 ถึงกุมภาพันธ์ 2027
เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวไปรวมกับประเทศอินโดนีเซียซึ่งติดอันดับ 2 ของโลก ด้วยยอดผู้เสียชีวิตคาดการณ์ 19,300 ราย จะพบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงภูมิภาคเดียวอาจต้องสูญเสียชีวิตประชากรจากความร้อนสุดขั้วรวมกันมากกว่า 38,700 ราย
รายงานวิจัยยังระบุถึงมิติเรื่อง "ช่วงเวลา" ของการเกิดวิกฤติความร้อนว่า ประเทศอินโดนีเซียจะเผชิญช่วงวิกฤติหนักที่สุดในครึ่งหลังของช่วงพยากรณ์ คือระหว่างเดือนธันวาคม 2026 ถึงกุมภาพันธ์ 2027 โดยคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตถึง 10,400 รายเฉพาะใน 3 เดือนดังกล่าว
ส่วนประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอินโดจีน ผลกระทบจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยจะสร้างความเสี่ยงต่อกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และแรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังและการสนับสนุนระบบคลายร้อนอย่างเร่งด่วน
มาตรการปรับตัวเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต
แม้ตัวเลขคาดการณ์ความสูญเสียจะสูงถึงหลายแสนราย แต่ Climate Impact Lab ยืนยันว่าการเสียชีวิตเหล่านี้จำนวนมากสามารถป้องกันได้หากมีการเร่งดำเนินมาตรการปรับตัวอย่างทันท่วงที โดยสถาบันได้จัดทำ "คลังมาตรการปรับตัว" ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแนวทางการรับมือที่ผ่านการพิสูจน์เชิงประจักษ์แล้วว่าช่วยชีวิตคนได้จริง ดังนี้
- การจัดทำระบบเตือนภัยความร้อนล่วงหน้า และแผนปฏิบัติการรับมือคลื่นความร้อนระดับเมือง
- การลงพื้นที่เยือนบ้านกลุ่มเปราะบาง โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังอย่างใกล้ชิด
- การจัดตั้งศูนย์คลายร้อน และจุดบริการน้ำดื่ม ในชุมชนหนาแน่น
- การออกกฎหมายมาตรการคุ้มครองแรงงานกลางแจ้ง และการยกระดับความสามารถในการรองรับของระบบสาธารณสุขฉุกเฉิน
- การสนับสนุนงบประมาณล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถจัดซื้ออุปกรณ์ และเตรียมความพร้อท ก่อนที่ความร้อนจะพุ่งสูงถึงขีดอันตราย
งานวิจัยระบุด้วยว่า สิ่งสำคัญที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่การรอคอยเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการนำมาตรการปรับตัวที่มีอยู่แล้วไปกระจายและปฏิบัติจริงในพื้นที่เสี่ยงสูง เพื่อเปลี่ยนข้อมูลเชิงพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นการปกป้องชีวิตมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม
ที่มาของข้อมูลและวิธีคำนวณทางวิทยาศาสตร์
เพื่อให้ผลการพยากรณ์มีความแม่นยำและตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ทีมวิจัยได้คำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลย่อยครอบคลุมถึง 24,378 พื้นที่ทั่วโลก โดยไม่ได้ดูเพียงแค่ว่าอุณหภูมิจะร้อนขึ้นเท่าไร แต่ยังนำปัจจัยเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นมาคำนวณร่วมด้วย ทั้งสภาพแวดล้อม สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความพร้อมในการปรับตัวของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ
นอกจากนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์ได้ประมวลผลผ่าน แบบจำลองสภาพอากาศมาตรฐานสากล โดยดึงข้อมูลพยากรณ์อากาศรายวันและข้อมูลพยากรณ์ระยะยาวจากโครงการ Copernicus ซึ่งเป็นระบบเฝ้าระวังชั้นนำของสหภาพยุโรป ร่วมกับแบบจำลองประเมินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (IPCC)
ในการแสดงผลการคำนวณ ทีมวิจัยได้ระบุ ขอบเขตความผันผวนทางสถิติ ควบคู่ไปด้วย โดยแสดงทั้งตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ย และช่วงความเป็นไปได้ขั้นต่ำถึงขั้นสูง เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นภาพความเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุด และสามารถวางแผนจัดสรรทรัพยากรรับมือสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องตรงจุด





