มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที “MFLF Sustainability Forum 2026” ผนึกผู้นำภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาสังคม ดัน “ทุนธรรมชาติ” สู่เศรษฐกิจใหม่ เชื่อมนโยบาย ธุรกิจ การเงิน และชุมชน
“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” จัดงาน “MFLF Sustainability Forum 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” เชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชน ร่วมผลักดัน “เศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ” (Nature-based Economy) ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชน
โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569
ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าวว่า วิกฤติสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า รัฐบาลกำลังเร่งสร้างโครงสร้างเชิงนโยบายและกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 8 หมวด 63 มาตรา
พร้อมจัดตั้งกองทุนพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบกำกับดูแลการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ รวมถึงการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม อีกทั้งยังนำแนวคิด Nature Positive กำลังถูกบูรณาการเข้าสู่ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571 ถึง 2575
นอกจากนี้ ภาครัฐได้นำกลไกทางการเงินมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศผ่าน Sustainability Bond และ Sustainability-linked Bond โดยกำหนดตัวชี้วัดทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2035 หรือลดลง 47% จากปี 2019 และการเพิ่มพื้นที่คุ้มครองให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 30 ภายในปี 2030
ดร.รวีวรรณเน้นย้ำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะต้นทุน แต่สามารถนำไปสู่การวิจัย นวัตกรรม การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และ New S Curve ใหม่ของประเทศได้ หากประเทศไทยมีกฎหมาย ระบบข้อมูล และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน
ในงานยังมีเวที “Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน” สะท้อนว่า ธรรมชาติเป็นทั้งทรัพยากรที่ธุรกิจพึ่งพา ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร และโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ธุรกิจจึงต้องนำธรรมชาติเข้าไปอยู่ในการออกแบบเมือง การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการในฐานะกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก
ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า เมืองมีผลกระทบต่อการปล่อยคาร์บอนสูงถึง 60% การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน โดยนำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง โดยใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น
จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท
ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องมองทั้งการ “ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง” เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ ดังนั้นการออกแบบพื้นที่จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจธรรมชาติและชุมชน พร้อมมองการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในงบดุล แต่เป็นรากฐานของธุรกิจเครื่องดื่ม ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการจึงต้องมองออกไปไกลกว่าโรงงาน ครอบคลุมชุมชน คู่ค้า และระบบลุ่มน้ำเดียวกัน เพราะเมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ ธุรกิจและกำลังซื้อก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ส่วนเวที Nature Positive Society: จากภูเขา ผ่านแม่น้ำ ถึงทะเล เข้าใจเพื่อเปลี่ยนแปลง ชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่ง ความเปลี่ยนแปลงบนภูเขาส่งผลต่อแม่น้ำ และไหลต่อไปถึงพื้นที่ชายฝั่ง ทะเล ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของชุมชน การจัดการจึงต้องมองทั้งระบบนิเวศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และกลไกที่ทำให้ชุมชนสามารถดูแลทรัพยากรได้อย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า แม่น้ำหลายสายกำลังเผชิญทั้งการปนเปื้อน การทับถมของตะกอน และการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เมื่อก้อนหินและฐานของแพลงก์ตอนในท้องน้ำหายไป แมลงน้ำและปลาขนาดเล็กก็หายตาม จนแม่น้ำบางช่วงกลายเป็น “แม่น้ำทราย” ที่แทบไม่เหลือชีวิต
บรรจง นฤพรเมธี ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชังบ้านพรุจูด จังหวัดตรัง กล่าวว่า การปลูกป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลอาจแก้ปัญหาได้เพียงระยะสั้น หากขาดกลไกที่ทำให้ชุมชนดูแลต่อได้ในระยะยาว การฟื้นฟูจึงต้องสร้างทั้งความเข้าใจ กติกาชุมชน อาชีพ และรายได้ เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่มีกำลังดูแลทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง
ธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ธรรมชาติไม่ได้แยกออกเป็นส่วน ๆ การเปลี่ยนแปลงเพียงจุดเดียวสามารถสะเทือนไปถึงทั้งระบบ การดูแลคน ป่า น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องเกิดขึ้นพร้อมกันแบบบูรณาการ ภายใต้ขอบเขตพื้นที่ระบบนิเวศที่ธรรมชาติจัดสรรให้แก่เรา
เวที Nature Positive Finance: ทุนธรรมชาติ รากฐานใหม่ของการเงินเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน สะท้อนว่า เงินที่ไหลไปสู่กิจกรรมซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติยังมีมากกว่าเงินที่ใช้ฟื้นฟูธรรมชาติในสัดส่วนประมาณ 30 ต่อ 1 หรือประมาณ 260 ล้านล้านบาทต่อปี เทียบกับเงินเพื่อการฟื้นฟูธรรมชาติประมาณ 7 ล้านล้านบาทต่อปี ภาคการเงินจึงต้องนำทุนธรรมชาติเข้าสู่ระบบข้อมูล การประเมินความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล และการจัดสรรเงินทุนอย่างเป็นรูปธรรม
ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกผู้รับผิดชอบประเทศไทย กล่าวว่า ธรรมชาติคือ Economic Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่ระบบบัญชีปัจจุบันยังไม่สะท้อนว่าการเติบโตของ GDP เกิดขึ้นพร้อมกับการเสื่อมลงของธรรมชาติเท่าใด Natural Capital Accounting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดปริมาณและความสมบูรณ์ของทรัพยากร รวมถึงบริการจากระบบนิเวศ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ประเมินความเสี่ยงและประกอบการตัดสินใจทางการเงิน
ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยสามารถต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้าน Climate Finance ที่มีอยู่แล้วไปสู่ Nature Finance ผ่านกรอบ TNFD และ Thailand Taxonomy แต่ความท้าทายคือการวัดผลกระทบต่อธรรมชาติซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่
พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาด Nature Positive หรือกฎกติกาทุกอย่างสมบูรณ์ก่อนจึงเริ่มลงมือ หากทุกฝ่ายมีเจตจำนงร่วมกัน สามารถเริ่มจากมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล กติกากลาง กลไกลดความเสี่ยง และแรงจูงใจ เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทันที โดยเสนอหลักการขับเคลื่อน 4 ด้าน ได้แก่ มุ่งเป้า วัดผล สร้างแรงจูงใจ และขยายผล
สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการบริหาร เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) กล่าวว่า Nature Finance ต้องมุ่งฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีกว่าเดิม โดยไม่ใช้แนวคิดแบบคาร์บอนเครดิตมาครอบเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรง เพราะระบบนิเวศมีความเฉพาะถิ่นและไม่สามารถนำพื้นที่หนึ่งไปทดแทนอีกพื้นที่หนึ่งได้ การกำหนดตัวชี้วัดจึงต้องเข้าใจง่ายพอที่ภาคการเงินนำไปใช้ได้ แต่ไม่ง่ายจนกลายเป็นการฟอกเขียว
อีกหนึ่งเวทีสำคัญถ่ายทอดผลลัพธ์จาก 5 ธุรกิจชุมชนที่เข้ารอบสุดท้ายในโครงการบ่มเพาะผู้นำการพัฒนาธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน 2569 ซึ่งต่อยอดจากการสร้างอาชีพภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเปลี่ยนเงินสนับสนุนจากคาร์บอนเครดิตให้เป็นทุนตั้งต้นสำหรับสร้างธุรกิจ รายได้ และเศรษฐกิจสีเขียวที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวสรุปว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากทุกเวทีแสดงให้เห็นว่า สมการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ
พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting การเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร
กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง “ไข่แดง” หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ “ไข่ขาว” หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
นอกจากการวัดมูลค่าและนำธรรมชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว หม่อมหลวงดิศปนัดดายังเสนอให้ผลักดันการรับรอง Nature Rights หรือสิทธิของธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติมีสิทธิในการฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ไม่ใช่ถูกมองเพียงในฐานะทรัพยากรที่มนุษย์มีสิทธินำมาใช้ประโยชน์
“เราชอบพูดกันเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ เรามองตัวเรามากเกินไป วันนี้ผมอยากเพิ่มอีกสิทธิหนึ่ง คือ Nature Rights สิทธิของธรรมชาติ ทำอย่างไรให้ธรรมชาติมีสิทธิที่จะฟื้นฟูตัวเอง มีสิทธิที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่าง ๆ เพื่อให้พวกเราสามารถอยู่ได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”



