ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ทำให้ “คลองปานามา” ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าทางน้ำที่สำคัญที่สุดของโลก มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง จนต้องจำกัดจำนวนเรือผ่านคลองเหลือเพียงแค่ 32 ลำต่อวัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าของโลก ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก
คลองปานามาแตกต่างจากเส้นทางเดินเรืออื่น ๆ ตรงที่คลองปานามา ต้องใช้น้ำจืดปริมาณมหาศาลจากอ่างเก็บน้ำทะเลสาบกาตุน และทะเลสาบอาลาฮูเอลา ในการขับเคลื่อนระบบประตูกั้นน้ำสามชุด เพื่อยกและลดระดับเรือที่เดินทางข้ามผ่านช่องแคบเทียมระยะทาง 80 กิโลเมตรนี้
แต่ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้เกิดอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้กระแสลมที่เคยนำฝนมาตกในประเทศปานามาอ่อนกำลังลง ประกอบกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำฝนในอ่างเก็บน้ำลดลง โดยปริมาณน้ำฝนสะสมในพื้นที่รับน้ำของคลองปานามา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์ถึง 34%
สตีเวน เพตัน ผู้ดูแลเครือข่ายเฝ้าระวังของสถาบันวิจัยเขตร้อนสมิธโซเนียน ระบุว่า “ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ส่วนใหญ่ของปานามาอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก และสถานีตรวจวัดหลายแห่งกำลังรายงานค่าปริมาณน้ำฝนที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์หรือเกือบต่ำที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่รอบคลองปานามา”
ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แซมมวล มูญอซ รองศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นชี้ว่า เมื่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดต่ำลง องค์การบริหารคลองปานามาจำเป็นต้องรักษาปริมาณน้ำไว้ ด้วยการลดจำนวนเรือที่อนุญาตให้ผ่านคลอง เหลือวันละ 34 ลำ และจะปรับลดลงอีกให้เหลือเพียง 32 ลำต่อวัน ซึ่งทำให้การขนส่งสินค้าทั่วโลกหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ปานามาต้องประกาศลดจำนวนเรือ ในช่วงปี 2023-2024 ที่เกิดภัยแล้งจัด จนต้องลดจำนวนเรือเหลือเพียง 22 ลำต่อวันมาแล้ว และหากเอลนีโญทำให้ระดับน้ำลดลงอีก ทางการอาจจำเป็นต้องประกาศมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นอีกในอนาคต
ต้นทุนพุ่งสูง
นอกเหนือจากการจำกัดจำนวนเรือแล้ว การท่าเรือคลองปานามายังได้ประกาศปรับลดระดับกินน้ำลึกสูงสุด (maximum draft) ของเรือขนาดใหญ่ลงเหลือ 48 ฟุต จากระดับปรกติที่ 50 ฟุต ทำให้เรือบรรทุกสินค้าต้องลดน้ำหนักบรรทุกลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อขนสินค้าได้น้อยลง ส่งผลให้สายการเดินเรืออย่าง Mediterranean Shipping Company ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านคลองปานามา เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น
ความแออัดและข้อจำกัดของเส้นทางเดินเรือ ยังส่งผลให้ราคาการประมูลสิทธิ์ผ่านทางลัด (auction slots) พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล โดยปรกติการประมูลสิทธิ์นี้จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,000-135,000 ดอลลาร์ แต่เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการจำกัดจำนวนเรือ ส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้าบางลำยอมจ่ายเงินสูงถึง 4 ล้านดอลลาร์ เพื่อแซงคิวและเดินทางผ่านคลองโดยไม่ต้องรอเป็นเวลานาน
ปราแชงต์ ยาดาฟ นักวิชาการอาวุโสจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบุว่า บริษัทขนส่งสินค้าที่มีระยะเวลาจำกัด เช่น ยารักษาโรค หรือเสื้อผ้าแฟชั่นตามฤดูกาล มักจะยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อรักษากำหนดเวลาส่งมอบสินค้า นอกจากนี้ วิกฤติดังกล่าวยังส่งผลต่อการขนส่งสินค้าทางบกด้วย เนื่องจากเรือบางส่วนตัดสินใจนำสินค้าไปลงที่ท่าเรือฝั่งตะวันตกแทนการผ่านคลอง
ด้านเบนจามิน เกดัน ผู้อำนวยการโครงการละตินอเมริกา ของ Stimson Center กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้จะส่งแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงผ่านห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด และในท้ายที่สุดจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคตามร้านค้าต่าง ๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นและพลังงานที่หายากขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีราคาแพงขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน เฮนรี ซีเมอร์ นักวิชาการจากศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศศึกษา (CSIS) กล่าวว่า แม้วิกฤติในตอนนี้จะยังไม่รุนแรงเท่าช่วงปี 2023-2024 แต่สถานการณ์นี้ก็ยังมีแนวโน้มที่จะแย่ลงไปอีก โดยชี้ว่าผู้บริโภคในสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลักของคลองปานามาอาจได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และสินค้าเกษตร
ทางด้าน อาร์เมนัค ชาห์บาเซียน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโลจิสติกส์ Polo 4PL เปิดเผยว่า ทีมงานของเขาเริ่มเห็นผลกระทบของเอลนีโญในคลองปานามาแล้ว โดยพบว่าความต้องการขนส่งสินค้าทางบกพุ่งสูงขึ้น เส้นทางการเดินเรือถูกเปลี่ยนทิศทาง และราคาสูงขึ้นซึ่งต้องส่งผ่านไปยังลูกค้า ผู้นำเข้าจำนวนมากได้ยกเลิกการส่งสินค้าผ่านคลองไปยังฝั่งตะวันออกของสหรัฐ และหันไปใช้ท่าเรือในรัฐแคลิฟอร์เนียแทน จนทำให้ระบบขนส่งทางรถไฟและรถบรรทุกเกิดความหนาแน่นและแออัดอย่างหนัก
ขณะที่ ผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่อยากรอคิว ยอมหันไปใช้เส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปในทวีปแอฟริกาแทน แต่ก็ต้องแลกด้วยต้นทุนเวลาและเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ตัวอย่างเช่น เรือขนส่งก๊าซขนาดใหญ่จากเมืองฮิวส์ตันไปยังประเทศญี่ปุ่นจะใช้เวลาเดินทางเพียง 26 วันหากผ่านคลองปานามา แต่ถ้าเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็น 45 วัน
โรหิต ราธอด นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันอาวุโสจาก Vortexa ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของอุตสาหกรรมนี้ว่า หากไม่มีการจองสิทธิ์ล่วงหน้าในระยะยาวหรือไม่มีงบประมาณที่มากพอสำหรับการประมูลสิทธิ์ผ่านทาง ผู้ประกอบการเดินเรือจำนวนมากก็จำเป็นต้องยอมเลือกเส้นทางอ้อมแอฟริกาแทน โดยพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเรือขนส่งก๊าซที่มุ่งหน้าไปยังทวีปเอเชียในเดือนสิงหาคมได้เลือกเส้นทางแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ
จัดการน้ำอย่างยั่งยืน
น้ำจืดจากทะเลสาบ ไม่ได้ใช้แค่เพียงช่วยให้เรือผ่านได้เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่สำคัญสำหรับประชากรกว่า 2 ล้านคนในชุมชนใกล้เคียง ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปานามา ทำให้การตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการใช้น้ำต้องคำนึงถึงความมั่นคงในชีวิตของคนในท้องถิ่นควบคู่ไปด้วย
เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน ปานามาได้มีการพิจารณาโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่บริเวณแม่น้ำอินดิโอ ซึ่งการท่าเรือคลองปานามาประเมินว่าจะสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประชาชนและรักษาการดำเนินงานของคลองได้ยาวนานถึง 50 ปี ทว่าโครงการนี้กลับเจอเสียงต่อต้านจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและคนในชุมชน ที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็น และเสนอให้หันไปปรับใช้ทางเลือกอื่น เช่น ทะเลสาบบายาโนแทน
นอกจากนี้ การท่าเรือคลองปานามายังมีแนวคิดในการสร้างท่อส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG pipeline) เพื่อขนส่งเชื้อเพลิงข้ามประเทศ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเรือขนส่งก๊าซขนาดใหญ่ที่ต้องแล่นผ่านคลองลงได้ ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้เรืออื่น ๆ มาใช้คลองแทนได้ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และเป็นเกราะป้องกันทางการเงินที่สำคัญให้กับประเทศปานามาและระบบบริหารจัดการคลองในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้
วิกฤติภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญในครั้งนี้ เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์และการค้าโลก ที่ต้องพึ่งพาสภาพภูมิอากาศอย่างมาก การหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระดับโลกและการปกป้องทรัพยากรน้ำของชุมชนท้องถิ่น จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศปานามาและสังคมโลกจะต้องร่วมกันหาทางออก เพื่อรับมือกับความท้าทายจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ที่มา: CNN, Newsweek, Reuters, The Guardian



