โลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤิค่าครองชีพ และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทว่าวิกฤตเหล่านี้ยังมาพร้อมกับโอกาสครั้งใหญ่ เมื่อภาคธุรกิจและภาครัฐกำลังจับมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีแห่งการประชุมยูเอ็นระดับโลกที่เชื่อมโยงทั้งเรื่องภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความแห้งแล้งเข้าไว้ด้วยกัน
ภาพรวมวิกฤติ เมื่อสิ่งแวดล้อมกระทบเศรษฐกิจและปากท้องโดยตรง
ปัจจุบัน ภาคธุรกิจและสังคมทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกระแทกจากความท้าทายที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สะดุด ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ควบคู่ไปกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมของผืนดิน
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร ความพร้อมของแหล่งน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนด้านสาธารณสุข และผลิตภาพของแรงงาน จนทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการคลังทั่วโลกอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับภาคธุรกิจแล้ว สินทรัพย์ต่างๆ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ต้นทุนปัจจัยการผลิตและเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น ขณะที่คลื่นความร้อนก็บั่นทอนสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน ซึ่งท้ายที่สุดย่อมไหลทะลักไปกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรและทิศทางการเติบโตขององค์กร
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูตัวเลขความเสียหายเหล่านี้
- 8.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คือมูลค่าความเสียหายที่เศรษฐกิจโลกต้องสูญเสียไปในแต่ละปีจากปัญหาความเสื่อมโทรมของที่ดิน การกลายเป็นทะเลทราย และความแห้งแล้ง โดยความเสียหายจากภัยแล้งมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 7.5% ต่อปี
- 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คือความเสียหายสะสมจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในศตวรรษนี้
- 5.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คือมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรต่อปีที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจากการสูญเสียแมลงผสมเกสร
- ครึ่งหนึ่งของทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ทั่วโลก กำลังเสื่อมโทรม ซึ่งส่งผลให้ 1 ใน 6 ของแหล่งอาหารโลกและแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดมหึมาตกอยู่ในภาวะเปราะบาง
ในภาวะที่กลุ่มเปราะบางต้องแบกรับภาระหนักหน่วงที่สุด ความเหลื่อมล้ำจึงยิ่งถ่างกว้างขึ้น พร้อมๆ กับความเสี่ยงเรื่องความไร้เสถียรภาพทั้งภายในและระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางฉากหลังที่ปัญหาสภาพอากาศรุนแรงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
ความร่วมมือระดับโลก ทางออกเดียวที่ยั่งยืน
ท่ามกลางกระแสความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนรอบด้าน สิ่งที่โลกต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือ "ความร่วมมือระดับโลกที่เข้มข้นยิ่งขึ้น" เพราะประเทศ บริษัท และชุมชนต่างๆ จะสามารถรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการเผชิญหน้าเพียงลำพัง
ด้วยเหตุนี้ กลไกความร่วมมือภายใต้ร่มขององค์การสหประชาชาติ (UN) จึงยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ขับเคลื่อนความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะผ่านการประชุมอนุสัญญาริโอ (Rio Conventions) ทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมากว่า 3 ทศวรรษแล้วเพื่อเป็นเสาหลักในการดูแลระบบธรรมชาติที่เป็นฐานรากของความเจริญรุ่งเรืองระดับโลก
ปักหมุดปี 69 ปีแห่ง 'ทริปเปิล คอป' (Triple COP)
ทุกๆ 2 ปี กระบวนการของอนุสัญญาทั้งสามจะโคจรมาบรรจบจัดขึ้นในปีเดียวกัน จนถูกขนานนามว่าเป็นปีแห่ง “ทริปเปิล คอป” (Triple COP) ซึ่งในปี พ.ศ. 2569 นี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่เริ่มต้นขึ้นและกำลังดำเนินไปตามไทม์ไลน์ดังนี้
- ส.ค. 69 (UNCCD COP17): จัดขึ้นที่กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย มุ่งเน้นการต่อต้านการกลายเป็นทะเลทรายและการฟื้นฟูที่ดิน
- ต.ค. 69 (CBD COP17): จัดขึ้นที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย มุ่งขับเคลื่อนกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลก (Global Biodiversity Framework)
- พ.ย. 69 (UNFCCC COP31): จัดขึ้นที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรเคีย มุ่งเน้นวาระด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation), การเงิน และเกษตรกรรม
ความพิเศษในปีนี้คือ ประธานการประชุมทั้งสามฝ่ายได้ผลักดันเรื่อง "การบูรณาการความร่วมมือร่วมกัน (Synergies)" ให้เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน ทั้งในกระบวนการพหุภาคีและการทำงานร่วมกับภาคส่วนนอกเหนือจากรัฐบาล เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ นักลงทุน สถาบันวิชาการ และประชาสังคม เนื่องจากแม้รัฐบาลจะเป็นผู้เจรจาและสร้างกรอบกฎหมาย แต่การลงมือปฏิบัติจริงนั้นต้องพึ่งพาพลังจากทุกภาคส่วนในสังคม
โอกาสทองใน "เศรษฐกิจสีเขียว" มูลค่ากว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในมุมมองของภาคธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามกฎระเบียบ แต่คือโอกาสทางธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์ ภาคเอกชนคือผู้ร่วมขับเคลื่อนเทคโนโลยี ระดมทุน ปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน สร้างงานทักษะใหม่ และส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน เศรษฐกิจสีเขียวของโลกมีมูลค่าทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีแล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2573 โดยรายได้จากธุรกิจสีเขียวมีการเติบโตเร็วกว่าธุรกิจแบบเดิมถึง 2 เท่า บริษัทที่สร้างรายได้ส่วนใหญ่จากตลาดสีเขียวมักจะได้รับความเชื่อมั่นและมูลค่ากิจการ (Valuation Premium) ที่สูงกว่า โดยมีตัวอย่างโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ เช่น
- วนเกษตร (Agroforestry): ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดการเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดิน กักเก็บคาร์บอน และกระจายแหล่งรายได้ให้เกษตรกร
- การรีไซเคิลแบตเตอรี่: ลดแรงกดดันในการขุดเจาะแร่ใหม่ พร้อมกู้คืนวัสดุล้ำค่ามารองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
- ระบบจัดการน้ำอุตสาหกรรม: ลดการใช้น้ำจืดผ่านระบบหมุนเวียนและการนำกลับมาใช้ใหม่
- โซลูชันจากธรรมชาติ (Nature-based Solutions): ปัจจุบันสร้างงานให้คนกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะสร้างเพิ่มได้อีก 32 ล้านตำแหน่งภายในปี พ.ศ. 2573
- ตลาดคาร์บอนภายใต้ความตกลงปารีส (Article 6): เริ่มเปิดทางให้เงินทุนภาคเอกชนไหลเข้าสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว
- การสร้างภูมิคุ้มกันภัยแล้งให้ระบบอาหาร: ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ทนแล้งไปจนถึงระบบน้ำอัจฉริยะ เพื่อปกป้องผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ ช่องว่างระหว่างเงินลงทุนยังคงห่างกันมาก โดยในปี พ.ศ. 2566 ภาคเอกชนทุ่มงบไปกับกิจกรรมที่ทำลายธรรมชาติสูงถึง 4.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนในโซลูชันเชิงบวกต่อธรรมชาติมีเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น (สัดส่วนสูงถึง 30:1) ซึ่งปีแห่งทริปเปิล คอป นี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกสัดส่วนดังกล่าว
การปรับตัวของภาครัฐและภาคธุรกิจ จากห้องประชุมสู่การปฏิบัติจริง
ทิศทางของโลกกำลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลหลายประเทศเริ่มนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไปผสานไว้ในยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและกฎระเบียบ พร้อมทั้งสร้างกลไกทางการเงินใหม่ๆ เช่น Cali Fund และ Drought Resilience Investment Facility ขณะที่กลุ่มผู้นำ G7 ก็เริ่มยอมรับว่าปัญหาความแห้งแล้งและความเสื่อมโทรมของที่ดินคือ "ตัวทวีความรุนแรงของความมั่นคงและสันติภาพ"
รัฐบาลยุคใหม่จึงไม่มองเรื่องสิ่งแวดล้อมแยกส่วนอีกต่อไป แต่บูรณาการเข้าไปในทุกกระทรวง ทั้งด้านพลังงาน สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และการจ้างงาน ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในยุคนี้ก็เลิกมองเรื่องความยั่งยืนว่าเป็นหน้าที่ของแผนก CSR เพียงอย่างเดียว แต่ได้ดึงมันเข้ามาเป็น หัวใจหลักในทุกยุทธศาสตร์ขององค์กร (Core Business)โดยเชื่อมโยงตัวชี้วัดผลงาน (KPIs) เข้ากับค่าตอบแทนและความรับผิดชอบของผู้บริหารอย่างชัดเจน
ปีแห่งทริปเปิล คอป ในปี พ.ศ. 2569 นี้ จึงไม่ใช่แค่เวทีสำหรับการเจรจาทางการทูต แต่เป็นเวทีที่เปิดกว้างให้ภาคธุรกิจได้เรียนรู้ ปรับตัว และร่วมสร้างตลาด กรอบนโยบาย และพันธมิตร เพื่อเปลี่ยน "ความทะเยอทะยาน" ให้กลายเป็น "การลงมือทำจริง" สู่ความสามารถในการแข่งขันและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในระยะยาว
ที่มา : UNCCD



