วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

อุณหภูมิน้ำทะเลพุ่ง 21.1°C ทำลายสถิติโลก ผลจาก ‘เอลนีโญ-ปล่อยก๊าซเรือนกระจก’

มหาสมุทรทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติความร้อนครั้งประวัติศาสตร์ โดยข้อมูลจาก สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (C3S) พบว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2026 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวทะเลทั่วโลกนอกเขตขั้วโลกพุ่งสูงถึง 21.1 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำลายสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2024 ซึ่งอยู่ที่ 21.09 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิที่พุ่งสูงในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า มหาสมุทรโลกกำลังเผชิญกับการสะสมความร้อนจำนวนมาก และไม่เป็นไปตามฤดูกาลปรกติ เพราะโดยทั่วไปแล้ว อุณหภูมิผิวทะเลทั่วโลกมักจะพุ่งสูงที่สุดในรอบปีช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนของซีกโลกใต้ เนื่องจากซีกโลกใต้มีพื้นที่มหาสมุทรมากกว่าซีกโลกเหนืออย่างมีนัยสำคัญ 

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การก่อตัวของ “เอลนีโญ” ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลร้อนระอุขึ้น โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่าเอลนีโญจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และจะกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เอลนีโญไม่ใช่สาเหตุหลักที่แท้จริง แต่เป็นเพียง “ตัวเร่ง” ที่เข้ามาซ้อนทับอยู่บนแนวโน้มสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยฝีมือมนุษย์ โดยมหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลไว้มากกว่า 90% 

ซาแมนธา เบอร์เจสส์ ผู้นำฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศแห่ง ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป กล่าวว่า “สถิตินี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ามหาสมุทรของเรากำลังเจอความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้เอลนีโญจะเติมความร้อนเข้าสู่ระบบ แต่มันก็เกิดขึ้นบนฐานความร้อนที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งมีมายาวนานหลายทศวรรษ ยิ่งอุณหภูมิของมหาสมุทรพุ่งสูงขึ้นเท่าไหร่ ความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลและชุมชนชายฝั่งก็ยิ่งทวีคูณมากเท่านั้น”

และในตอนนี้ มนุษย์ก็ได้รับผลกระทบจากมหาสมุทรร้อนขึ้นแล้ว เบอร์เจสส์ระบุว่า ปัจจุบันมีวันที่เกิด “ความร้อนในทะเล” เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่า เมื่อเทียบกับช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งคลื่นความร้อนใต้ทะเลเหล่านี้ สร้างผลกระทบโดยตรงต่อแนวปะการัง ทุ่งหญ้าทะเล รวมถึงสร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อาหารทางธรรมชาติ ที่ชุมชนประมงและเศรษฐกิจชายฝั่งต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อการดำรงชีวิต

ทางด้าน ดร.แกบบี อาห์มาเดีย รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์และภูมิทัศน์ทางทะเลแห่ง องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประจำสหรัฐ (WWF-US) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อชะตากรรมของแนวปะการังโลก โดยเธอกล่าวว่า 

“การทำลายสถิติครั้งนี้น่าสะพรึงกลัวอย่างมาก มหาสมุทรที่ร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ กำลังผลักดันให้แนวปะการังไปสู่จุดพลิกผัน ทำให้พวกมันรอดชีวิตหรือฟื้นตัวได้ยากขึ้นทุกขณะ การปกป้องแนวปะการังที่มีความยืดหยุ่นสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงมีความสำคัญ และต้องรีบดำเนินการเร่งด่วนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

ดร.อาห์มาเดีย ยังเน้นย้ำอีกว่า บรรดาผู้นำทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องหันมาร่วมมือกันลงมือแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนใน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นตัวการหลักในการทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการปกป้องและอนุรักษ์แนวปะการัง ที่มีความสามารถในการทนทานและฟื้นฟูตัวเองได้ดีที่สุด 

“ทุก ๆ ส่วนเสี้ยวของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นมีความสำคัญ และเวลาทุก ๆ ปีที่เสียไปให้กับความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง” ดร.อาห์มาเดียกล่าว

ชุมชนบนหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากมหาสมุทรที่ร้อนขึ้น บริแอนนา ฟรูแอน นักเคลื่อนไหวเพื่อสภาพภูมิอากาศชาวซามัวและ ทูตพันธมิตรเพื่อมหาสมุทร กล่าวว่า “มหาสมุทรของเรากำลังป่วยหนัก เมื่อร่างกายของเรามีไข้สูง มันคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังทำงานผิดปรกติ ซึ่งไม่ต่างจากมหาสมุทรในตอนนี้ อุณหภูมิผิวทะเลที่สูงจนทำลายสถิติเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดของดาวเคราะห์ที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว”

เธอยังอธิบายต่อไปอีกว่า ต้นเหตุที่ทำให้มหาสมุทรร้อนขนาดนี้ เป็นเพราะการเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลมานานหลายทศวรรษ ซึ่งตอนนี้ความร้อนเหล่านั้นกำลังเข้าไปทำลายแนวปะการัง บั่นทอนระบบนิเวศ และบีบบังคับให้สัตว์น้ำต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปสู่แหล่งน้ำที่เย็นกว่า ทำลายต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนชายฝั่งอย่างรุนแรง

“มหาสมุทรคอยปกป้องเราจากผลกระทบร้ายแรงของวิกฤติภูมิอากาศ โดยการดูดซับความร้อนปริมาณมหาศาล แต่มนุษย์ไม่สามารถพึ่งพามหาสมุทรให้คอยแบกรับความร้อนแทนเราไปตลอดได้ หากมหาสมุทรแข็งแรงก็จะสามารถรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วและปกป้องเราได้ดีขึ้น  ดังนั้นการปกป้องมหาสมุทรจึงเป็นเรื่องของการปกป้องตัวพวกเราเองด้วยเช่นกัน” ฟรูแอนกล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของ ไบรอัน โอโดนเนล ผู้อำนวยการของ Campaign for Nature ชี้ว่า การรับมือกับวิกฤติน้ำทะเลร้อนนี้ จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ควบคู่ไปกับการปกป้องระบบนิเวศชายฝั่งอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะแหล่งหญ้าทะเล ป่าโกงกาง และป่าสาหร่ายเคลป์ ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูดซับคาร์บอนได้ดี

วิกฤตการณ์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกหรือเขตร้อนเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงท้องทะเลในทวีปยุโรปด้วยเช่นกัน โทมัส โฟรลิเคอร์ นักฟิสิกส์สิ่งแวดล้อมแห่ง มหาวิทยาลัยเบิร์น ระบุว่า อุณหภูมิของแหล่งน้ำสำคัญในยุโรป ตั้งแต่ทะเลแอตแลนติกนอกชายฝั่งไอร์แลนด์ไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ล้วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตระหนก ซึ่งผลการวิจัยชี้ชัดว่า มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่องของมนุษย์

การที่อุณหภูมิมหาสมุทรสูงขึ้นต่อเนื่อง ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อสภาพอากาศโลก น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจะถ่ายโอนความร้อนและความชื้นเข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ซึ่งเป็นการเติมพลังงานทำให้เกิดพายุฝนและระบบมรสุมที่รุนแรงเฉียบพลัน นอกจากนี้ มหาสมุทรที่ร้อนขึ้นทำให้การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้น้อยลง ซึ่งจะทำให้กลไกการดูดซับก๊าซเรือนกระจกของธรรมชาติเสียหาย ส่งผลให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงและเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม

 

ที่มา: Anadolu AgencyEuro NewsOceanographic MagazineThe Guardian