วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ชาวบ้านดัน 'เลชุมชน จะนะ–เทพา' ขึ้น OECMs ขอรัฐให้อำนาจ-ทุน รักษาทะเลหน้าบ้าน

ชุมชนจะนะ–เทพา ดัน “เลชุมชน” สู่ OECMs แห่งแรกที่ภาคประชาชนเสนอ เรียกร้องรัฐเพิ่ม อำนาจ–งบประมาณ–สิทธิชุมชน มุ่งปกป้องทะเลจาก ประมงเกินขนาด–โครงการพัฒนาขนาดใหญ่

KEY POINTS

  • ชาวบ้านใน อ.จะนะ และ อ.เทพา จ.สงขลา ผลักดันพื้นที่ชายฝั่ง "เลชุมชน" ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) แห่งแรกที่เสนอโดยภาคประชาชน
  • ชุมชนเรียกร้องให้ภาครัฐมอบอำนาจ งบประมาณ และสิทธิ
  • เป้าหมายคือ เพื่อปกป้องฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพจากการทำประมงเกิดขนาด และภัยคุกคามของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

โจทย์การอนุรักษ์ทะเลของไทยที่ปัจจุบันมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเพียง 5.1% ยังห่างไกลจากเป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพโลก 30×30 ที่มุ่งให้มีพื้นที่ทางทะเลและบกได้รับการอนุรักษ์อย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 ขณะที่ อ.จะนะ และอ .เทพา จังหวัดสงขลา พื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เชื่อมโยงแบบ “ควน ป่า นา เล” กำลังเผชิญการประมงเกินขนาด และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ เช่น โรงไฟฟ้า ท่อก๊าซ และนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ทำให้คนในท้องถิ่นกังวลว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร โดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรที่ชุมชนพึ่งพาอยู่

ด้วยเหตุนี้ ชุมชนจาก 7 ตำบลชายฝั่ง จึงผลักดัน "เลชุมชน จะนะ–เทพา" เป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) แห่งแรกของประเทศไทยที่ยื่นโดยภาคประชาชน ครอบคลุมพื้นที่ทะเลและชายฝั่งกว่า 404,531 ไร่ โดยได้รับการเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ปัจจุบันอยู่ในสถานะเตรียมรับรอง เพื่อรอการอนุมัติจากคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.)

ชาวบ้านดัน 'เลชุมชน จะนะ–เทพา' ขึ้น OECMs ขอรัฐให้อำนาจ-ทุน รักษาทะเลหน้าบ้าน

ล่าสุด กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายชุมชนชายฝั่ง จัดเสวนาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอาหาร ‘กินข้าวราไหม มื้อนี้มีเรื่องเล’ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวอาหารพื้นถิ่นที่ใช้ทรัพยากรในท้องที่ ควบคู่กับการผลักดันข้อเสนอ

สิ่งที่ชุมชนต้องการจากภาครัฐ หลัก ๆ คือ รัฐต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้ร่วมจัดการ” ดังนี้

  • เพิ่มศักยภาพและงบประมาณให้ชุมชน
  • เปิดระบบบริหารจัดการร่วมระหว่างรัฐ–ชุมชน
  • ยอมรับข้อมูลที่ชุมชนจัดทำ
  • ให้เยาวชนเรียนรู้ภูมิปัญญาและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
  • สร้างเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ช่วยเรื่องมาตรฐานสินค้า โลจิสติกส์ ตลาดออนไลน์ เงินทุน และการท่องเที่ยวชุมชน

ชาวบ้านดัน 'เลชุมชน จะนะ–เทพา' ขึ้น OECMs ขอรัฐให้อำนาจ-ทุน รักษาทะเลหน้าบ้าน

ให้สิทธิชุมชนจัดการพื้นที่

"เกตน์สิรี ทศพลไพศาล" นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ ประเทศไท อธิบายถึงมิติเชิงนโยบายและสิทธิของชุมชนท้องถิ่นภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพว่า ปัจจุบัน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มีโครงการ OECMs นำร่องอยู่ 5 โครงการ ซึ่งทั้งหมดดำเนินงานและจัดการโดยภาคเอกชน ขณะที่ยังไม่มีพื้นที่ OECMs ที่เกิดจากการบริหารจัดการร่วมระหว่างภาครัฐกับชุมชนโดยมีชุมชนเป็นผู้นำเลย ทั้งที่เป้าหมายหลักของเครื่องมือ OECMs คือการให้คุณค่าและสิทธิแก่ชุมชนท้องถิ่นในการจัดการพื้นที่และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

"การยอมรับเลชุมชนจะนะ-เทพา จะช่วยให้งานอนุรักษ์ของชุมชนได้รับการคุ้มครองทางนโยบายและมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต แม้เครื่องมือ OECMs อาจไม่ได้หยุดยั้งโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ได้โดยทันที แต่จะช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้ร่วมเจรจาและตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ"

พื้นที่ชายฝั่งจะนะ–เทพา ถือเป็นพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพสำคัญของอ่าวไทย เป็นแหล่งอาศัยของปลาชายฝั่งกว่า 448 ชนิด สัตว์น้ำจำพวกกุ้งและปู 40 ชนิดหอยกว่า 500 ชนิด รวมถึงสัตว์หายากอย่างฉลามวาฬ เต่าตนุ โลมาหลังโหนก ปลาอินทรี ปูม้า หอยเสียบ แย้สงขลา และนากเล็กเล็บสั้น ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง

ชาวบ้านดัน 'เลชุมชน จะนะ–เทพา' ขึ้น OECMs ขอรัฐให้อำนาจ-ทุน รักษาทะเลหน้าบ้าน

โดยห่วงโซ่ประมงพื้นบ้านก่อให้เกิดการจ้างงานราว 1,396 คน ขณะที่ครัวเรือนประมงในอำเภอจะนะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 34,328 บาทต่อเดือน และอำเภอเทพาอยู่ที่ประมาณ 25,000–30,000 บาทต่อเดือน ทำให้การดูแลทรัพยากรทะเลไม่ได้หมายถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการรักษาแหล่งอาหาร รายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนไปพร้อมกัน

หม้อข้าวหม้อแกงของชุมชน

ขณะที่ "รุ่งเรือง ระหมันยะ" นายกสมาคมรักษ์ทะเลจะนะ บอกว่า การทำเลชุมชนคือการที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลทะเลและตัดสินใจร่วมกับภาครัฐต่อการพัฒนาใด ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อทะเลหน้าบ้าน

ที่ผ่านมาชาวบ้านร่วมมือกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการเก็บข้อมูลทางวิชาการเพื่อยืนยันความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ แสดงถึงความพร้อมของภาคประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเองผ่านกระบวนการข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

"การมี OECMs หรือเลชุมชนจึงเปรียบเหมือนการรักษาหม้อข้าวหม้อแกงของชาวบ้านไม่ให้ใครมาทุบทำลาย กระบวนการให้ความยินยอมโดยสมัครใจ ล่วงหน้า และได้รับการบอกกล่าวข้อมูลอย่างเพียงพอ จะสร้างความตื่นรู้ในชุมชนอย่างมาก เพราะชาวบ้านตระหนักดีว่าหากทะเลหน้าบ้านเสื่อมโทรมลง เศรษฐกิจและรายได้ในครอบครัวย่อมล่มสลายตามไปด้วย"

ชาวบ้านดัน 'เลชุมชน จะนะ–เทพา' ขึ้น OECMs ขอรัฐให้อำนาจ-ทุน รักษาทะเลหน้าบ้าน

เศรษฐกิจปากท้อง

"บีเย็าะ อำพันนิยม" ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแปรรูปอาหารทะเลบ้านนาทับ อ.จะนะ กล่าวว่า อยากทำเลชุมชนเพราะอยากให้ทะเลสมบูรณ์ ทุกคนในชุมชนจะได้มีรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวจากการจับปลา ถักอวน แปรรูปอาหารทะเล และมั่นใจในอาหารที่สด สะอาด ปลอดภัย ยิ่งตอนนี้โลกเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน

"เราต้องเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อคนในชุมชนยิ้มได้ หากไม่มีปลาทุกอย่างก็ชะงัก การทำ OECMs ช่วยหนุนชีวิตจิตใจและยกระดับเศรษฐกิจวิถีชีวิตคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน"

วิกฤติปูม้าสู่วิสาหกิจชุมชนบ่อโชน

“อิมร่อน ใบขาหรี” หัวหน้ากลุ่มธนาคารปูม้าบ้านบ่อโชน ต.สะกอม อ.จะนะ เผยว่า ชุมชนสะกอมทำประมงจับปูม้าเป็นอาชีพหลักถึงร้อยละ 90 แต่ปี 2558 เกิดวิกฤติปูม้าเกือบสูญพันธุ์จากเครื่องมือผิดกฎหมายและการจับปูตัวเล็ก ชาวบ้านจึงตั้งธนาคารปูม้าและสละพื้นที่ทำศูนย์เพาะฟักเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ปัจจุบันเราขยายผลทำซังหรือบ้านปลาเพื่อเป็นที่อยู่สัตว์น้ำวัยอ่อน ต่อยอดเป็นวิสาหกิจแปรรูปโดนัทปูม้าและจ๊อหอยเดือนเพื่อเศรษฐกิจชุมชน"

ปัญหาอพยพแรงงาน

“มะรุดิง ยะสิง” หัวหน้ากลุ่มธนาคารปูที่หัวเขื่อนปากน้ำเทพา เล่าว่า ปี 2555 ทะเลเสื่อมโทรมจนชาวบ้านต้องอพยพเรือไปหากินไกลถึงเกาะสมุย ครอบครัวขาดความอบอุ่น จึงเสนอทำธนาคารปูม้าที่ทำง่ายและไม่ต้องลงทุนสูง โดยเริ่มจากเรือ 12 ลำ ขยายเป็น 48 ลำ ปัจจุบันต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ปล่อยปู ปลูกป่า และทำซังบ้านปลาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและให้ชาวบ้านหากินได้อย่างอบอุ่นในหน้าบ้านตนเอง

ภูมิปัญญา "ต่อตีน" ลากกุ้ง

“มาลิกี หมะเลาะ” ประธานประมงพื้นบ้านหมู่ 4 ต.สะบ้า อ.เทพา สะท้อนถึงเงื่อนไขเชิงพื้นที่และวิถีดั้งเดิมว่า พื้นที่เกาะสะบ้าติดเขตทหารและเขตอนุรักษ์ปากน้ำเทพา ทำให้ทำซังขนาดใหญ่ในทะเลไม่ได้เพราะเกรงกระทบการเดินเรือทหาร และการขออนุญาตต้องผ่านขั้นตอนซับซ้อนถึง 4 กรม อย่างไรก็ดี ชุมชนยังมีทรัพยากรสมบูรณ์และมีภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น การต่อตีน หรือใช้ไม้ต่อขาเดินลุยน้ำลึก 100-150 เมตรเพื่อเข็นลากกุ้งเคยมาทำกะปิเทพาที่เป็นวิถีชีวิตพิเศษ

ชาวบ้านดัน 'เลชุมชน จะนะ–เทพา' ขึ้น OECMs ขอรัฐให้อำนาจ-ทุน รักษาทะเลหน้าบ้าน

ปัญหาอวนลากและกระจายอำนาจให้ชุมชน

“เอกชัย ส่อร่าโส๊ะ” ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้าน ต.สะกอม อ.จะนะ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่คือเรืออวนลากและอวนรุนลักลอบจับปลาตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทำลายระบบนิเวศหน้าดินและจับสัตว์น้ำวัยอ่อนจนหมดเกลี้ยง แม้มีหลักฐานชัดเจนแต่เจ้าหน้าที่จับกุมไม่ได้เพราะข่าวรั่ว ปัจจุบันชาวบ้านต้องไปหาปลาไกลถึงปัตตานีซึ่งไม่คุ้มค่าน้ำมัน รัฐควรปราบปรามจริงจังและมอบอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นร่วมตรวจตราจับกุมเองเพื่อหยุดปัญหานี้อย่างยั่งยืน

มรดกอาหารท้องถิ่น

“สะบิเด๊าะ ชายหัด” และ “สนธยา เจะหนิ” ตัวแทนจาก กลุ่มนักรบผ้าถุง ต.สะกอม อ.จะนะ เล่าว่า อาหารท้องถิ่น ทั้งข้าวดอกราย ตูปะซูตง และขนมคนที คือบันทึกวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเรากับทะเล ข้าวดอกรายแสดงถึงความใส่ใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเพื่อนบ้านที่มาร่วมวงกินข้าวคุยกัน ส่วนตูปะซูตงสะท้อนภูมิปัญญาเปลี่ยนปลาหมึกให้เป็นของหวานเลิศรส หากเลชุมชนไม่ได้รับการอนุมัติ วัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนเหล่านี้คงต้องหมดไปพร้อมทรัพยากร

'กินข้าวบ้านกัน' วัฒนธรรม 7 จาน 7 ตำบล

1. ข้าวดอกราย และตูปะซูตง

ข้าวดอกราย อาหารเฉพาะของชาวสะกอมที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ชาวบ้านจะนำวัตถุดิบที่หาได้จากในครัวเรือนมาคนละอย่างสองอย่างเพื่อทำและล้อมวงกินด้วยกัน บางคนไม่ได้นำวัตถุดิบอะไรมา แต่ขอมาช่วยทำแล้วกินด้วยกันก็ได้ สะท้อนถึงวัฒนธรรมการแบ่งปัน และการพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในชุมชน

วัตถุดิบที่ใช้ทำข้าวดอกรายประกอบด้วยพริกสด หอมแดง ตะไคร้ มะขามเปียก เนื้อปลาต้มหรือย่าง และกะปิ ซึ่งกะปิที่ใช้ต้องเป็นกะปิสะกอมเท่านั้นจึงจะได้รสชาติข้าวดอกรายตามต้นตำหรับชาวสะกอม และมักรับประทานคู่กับผักสด ปลาทอด หรือกุ้งต้ม

วัฒนธรรมการกินข้าวดอกรายดั้งเดิม คือ ทุกคนล้อมวงกินข้าวด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า “การกินราไหม” ที่แปลว่า กินด้วยกันหลาย ๆ คน

ทั้งนี้ คำว่า “ราไหม” เป็นคำที่ใช้ได้กับทุก ๆ กิจกรรมที่คนหลาย ๆ คนมาทำด้วยกันแล้วเกิดความสุข ไม่จำเป็นต้องใช้กับการกินข้าวดอกรายเท่านั้น เช่น งาน “กินข้าวราไหม มื้อนี้มีเรื่องเล” ที่ชุมชนชายฝั่งที่จะนะ-เทพาขนอาหารพื้นถิ่นหลาย ๆ อย่าง พร้อมทั้งใส่ความรัก ความเอาใจใส่ลงในอาหารเหล่านั้น มาให้คนกรุงเทพได้ทานก็เรียกว่า “ราไหม” ได้

ส่วน ตูปะซูตง หรือซุปปะซูต เป็นขนมหวานเอกลักษณ์ของตำบลสะกอมที่นำปลาหมึกไข่สดมายัดไส้ด้วยข้าวเหนียว ก่อนนำไปต้มในน้ำกะทิปรุงรสหวาน เป็นภูมิปัญญาที่ผสานของคาวและของหวานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

2. ปูม้าสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ปูม้าเป็นวัตถุดิบสำคัญจากท้องทะเลที่ผูกพันกับวิถีชีวิตและอาหารของชุมชน ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่ง ทำให้ปูม้าถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูและผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่หลากหลาย

ชาวบ้านดัน 'เลชุมชน จะนะ–เทพา' ขึ้น OECMs ขอรัฐให้อำนาจ-ทุน รักษาทะเลหน้าบ้าน

3. น้ำพริกกะปิ

น้ำพริกกะปิ เป็นเมนูพื้นถิ่นที่สะท้อนการนำวัตถุดิบจากท้องทะเลอย่าง เคย มาผสานกับเครื่องปรุงและวัตถุดิบพื้นบ้าน กลายเป็นอาหารที่อยู่คู่ครัวเรือนชายฝั่งและรับประทานร่วมกับผักพื้นถิ่นและอาหารทะเลอื่น ๆ เชื่อมโยงกับทรัพยากรและวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาทะเลเป็นแหล่งอาหารและรายได้

ในอดีตชายฝั่งมีความอุดมสมบูรณ์จนสามารถเก็บกุ้งเคยได้ง่ายจากบริเวณชายหาด แต่การเข้ามาของเครื่องมือประมงทำลายล้างในช่วงปี 2534–2535 และโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม กระทบต่ออาชีพและความเป็นอยู่ของชุมชน

4. น้ำชุบตูมิ และปลาทูต้มไปนัด

น้ำชุบตูมิ หรือน้ำพริกผัดกะทิโบราณ เป็นภูมิปัญญาการพึ่งพาตนเองของกลุ่มสตรีบ้านนาทับ โดยเฉพาะในช่วงมรสุมที่ไม่สามารถออกเรือได้ วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น มะพร้าวขูด น้ำกะทิ เครื่องแกง และกะปิ ถูกนำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อเลี้ยงครอบครัวและสร้างรายได้เสริม สะท้อนความสามารถของชุมชนในการรับมือกับวิกฤตธรรมชาติผ่านอาหารพื้นถิ่น

อีกเมนูสำคัญคือ ปลาทูต้มไปนัด หรือปลาทูต้มไปต้ม ซึ่งใช้วิธีต้มเคี่ยวเป็นเวลานานจนก้างปลาเปื่อยนุ่ม สามารถรับประทานได้ทั้งตัว ขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลยังเป็นฐานสำคัญต่อทั้งความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

5. หอยเสียบดอง

หอยเสียบ เป็นทั้งอาหารพื้นถิ่นและสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อปกป้องชายฝั่งของชุมชนจะนะและเทพา ท่ามกลางแรงกดดันจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย

โครงการก่อสร้างถาคอุตสาหกรรมกระทบถิ่นอาศัยของหอยเสียบ จึงเกิดการคัดค้านและพัฒนา “ลานหอยเสียบ” และต่อยอดเป็น “มหาวิทยาลัยลานหอยเสียบ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องสิทธิชุมชน วิถีวัฒนธรรม และการดูแลทรัพยากรชายฝั่ง

6. แกงส้มปลาช่อนเลลูกรังค่าย

แกงส้มปลาช่อนเลลูกรังค่าย มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้ “ลูกรังค่าย” หรือผลของต้นเตยทะเล ซึ่งเป็นพืชชายหาดที่มีระบบรากค้ำจุนแข็งแรงและช่วยป้องกันพายุและการกัดเซาะชายฝั่งตามธรรมชาติ

การนำพืชชายหาดมาประกอบอาหารจึงไม่ได้สะท้อนเพียงภูมิปัญญาด้านอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงกับความเข้าใจระบบนิเวศชายฝั่งของชุมชน และแนวคิดว่าธรรมชาติมีกลไกในการปกป้องชายฝั่งที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม

7. ขนมคนที

ขนมคนที เป็นขนมโบราณที่ใช้ใบคนที ซึ่งเป็นพืชที่เติบโตบนผืนทรายบริเวณชายหาด นำมาต้มเพื่อสกัดน้ำสีดำเข้ม ก่อนนำมาผสมกับแป้ง ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก และคลุกเคล้ากับมะพร้าวอ่อน

นอกจากใช้เป็นวัตถุดิบอาหารพื้นถิ่นแล้ว ใบคนทียังมีการใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะในด้านการดูแลสุขภาพของสตรี สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร พืชพื้นถิ่น และองค์ความรู้ด้านสุขภาพที่สืบทอดอยู่ในชุมชน