เปิดรายละเอียดโรดแมป 10 ปี (2567-2576) ภายใต้ความร่วมมือของ 3 หน่วยงานหลัก และงบประมาณสนับสนุนจากธนาคารโลกกว่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มุ่งเป้าใช้ระบบ Smart Patrol และเทคโนโลยี Hydrophone ติดตามร่องรอยแบบเรียลไทม์ พร้อมแผนฟื้นฟูเสบียงอาหารและสร้างเศรษฐกิจชุมชน เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์โลมาน้ำจืดกลุ่มพิเศษที่มีเพียงไม่กี่แห่งในโลกให้รอดพ้นจากขีดอันตราย
สถานการณ์ของ “โลมาอิรวดี” ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่นอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นภารกิจระดับชาติและระดับโลกที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด หลังจากผลการสำรวจพบว่าประชากรโลมากลุ่มพิเศษที่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำจืดได้นี้ ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหายเหลือเพียงไม่เกิน 14 ตัวเท่านั้น
เจาะลึกวิกฤติประชากร ความหวังท่ามกลางตัวเลขที่ลดลง
สุมนา ขจรวัฒนากุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สังกัดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ติดตามประชากรกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนโลมากลับลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง จากการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา พบตัวที่ระบุอัตลักษณ์ได้ชัดเจนประมาณ 10 ตัว และคาดการณ์ว่าอาจมีหลงเหลืออยู่ทั้งหมดราว 10-14 ตัว
อย่างไรก็ตาม สัญญาณบวกว่า “เมื่อปีที่ผ่านมาเรายังพบเห็นคู่แม่ลูกอยู่ ซึ่งสะท้อนว่าระบบนิเวศยังพอรองรับการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติได้” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแผนอนุรักษ์เชิงรุกที่ได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติในปี 2567
งบประมาณระดับโลกกับการแบ่งบทบาท 3 หน่วยงาน ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ได้รับแรงสนับสนุนหลักจาก ธนาคารโลก (World Bank) ผ่านการผลักดันของตัวแทน World Bank ในประเทศไทย โดยอนุมัติเงินสนับสนุนแบบให้เปล่ารวม 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 140 ล้านบาท) เพื่อกระจายงานให้ 3 หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ทับซ้อนกันในพื้นที่ ดังนี้
- กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง : ได้รับ 1 ล้านเหรียญ (ประมาณ 33 ล้านบาท) รับผิดชอบงานวิจัยเชิงลึกและเทคโนโลยีติดตามตัว
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช : ได้รับ 1.5 ล้านเหรียญ (ประมาณ 49.5 ล้านบาท) รับผิดชอบการลาดตระเวนและคุ้มครองพื้นที่
- กรมประมง : ได้รับ 1.5 ล้านเหรียญ (ประมาณ 49.5 ล้านบาท) รับผิดชอบการจัดการแหล่งอาหารและทำงานร่วมกับชุมชน
เทคโนโลยีล้ำสมัย ‘หู’ และ ‘ตา’ ในน้ำลึก ในส่วนของงานวิจัย สุมนา อธิบายว่า
ทช. กำลังนำเทคโนโลยี “ไฮโดรโฟน” (Hydrophone) หรืออุปกรณ์ดักฟังเสียงใต้น้ำมาใช้สำรวจแบบ Real-time เพื่อให้ทราบตำแหน่งการเคลื่อนที่ของโลมาได้ทันที ข้อมูลเหล่านี้จะทำงานควบคู่กับการใช้ “โดรน” สำรวจทางอากาศเพื่อระบุเพศ อายุ และอัตลักษณ์ของโลมาแต่ละตัวได้อย่างแม่นยำ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้กรมอุทยานฯ เพื่อวางแผนการลาดตระเวนให้ตรงจุด (Precise Patrol) มากขึ้น
การจัดการพื้นที่ ‘Core Zone’ และระบบ Smart Patrol ตัวแทนจาก
อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า พื้นที่ทะเลสาบสงขลาส่วนที่เป็น “เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง” มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 375,000 ไร่ แต่จากการศึกษาพบว่ามีพื้นที่ส่วนสำคัญที่เป็นหัวใจ (Core Zone) ขนาดประมาณ 47,000 ไร่ ซึ่งมีความลึกเฉลี่ย 4.5 เมตร เป็นบริเวณที่โลมาใช้สัญจรและอาศัยหนาแน่นที่สุด
กรมอุทยานฯ จึงได้นำระบบ Smart Patrol ทางน้ำ มาใช้ โดยจะมีการจัดซื้อเรือและอุปกรณ์ลาดตระเวนชุดใหม่ เพื่อเก็บข้อมูลทั้งการเคลื่อนตัวของประชากรและเฝ้าระวังภัยคุกคาม เช่น เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย หรือกิจกรรมที่รบกวนถิ่นที่อยู่อาศัย
พลังชุมชนจากผู้ล่าสู่ผู้พิทักษ์
ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ได้วางยุทธศาสตร์ระยะยาว 10 ปี (2567-2576) โดยมุ่งเน้นไปที่ “ท้องที่และท้องถิ่น” เป็นสำคัญ ตัวแทนกรมประมงเผยว่ามีชุมชนรอบทะเลสาบกว่า 160 แห่ง แต่ได้คัดเลือก 60 ชุมชนนำร่อง (สงขลา 32 แห่ง และพัทลุง 28 แห่ง) เพื่อสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง
กิจกรรมหลักของกรมประมงคือการ “สร้างซังกอ” หรือบ้านปลา เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้เป็นแหล่งอาหารของโลมาและเป็นแหล่งประมงของชาวบ้านไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงที่ไม่เป็นอันตรายต่อโลมา และการสร้างอาชีพทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรในเขตหวงห้าม ซึ่งจะช่วยสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน
ปัจจัยชี้ขาดความอยู่รอดของโลมาอิรวดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวที่เหลืออยู่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับ “คุณภาพน้ำ” และระบบนิเวศโดยรวมของลุ่มน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา การบูรณาการระหว่างงบประมาณระดับโลก เทคโนโลยีของ ทช. การบังคับใช้กฎหมายของกรมอุทยานฯ และการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนโดยกรมประมง จึงเป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยให้โลมาอิรวดี 14 ตัวสุดท้ายนี้ ไม่เป็นเพียงแค่ตำนานที่เหลือไว้แค่ในภาพถ่ายสำหรับคนรุ่นหลัง



