“Snow Eater” คือชื่อเรียก “คลื่นความร้อน” รูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกของสหรัฐ ซึ่งสร้างความกังวลแก่นักวิทยาศาสตร์อย่างมาก เพราะคลื่นความร้อนนี้ จะทำให้หิมะบนยอดเขาละลายเร็วขึ้นเป็นสองเท่า ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และจัดการน้ำได้ยากลำบาก เพราะหิมะบนภูเขาเปรียบเสมือนอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ ที่หล่อเลี้ยงชุมชนและภาคเกษตรกรรมในช่วงฤดูร้อน
ตามนิยามทางอุตุนิยมวิทยา “Snow Eater” คือ เหตุการณ์ที่อุณหภูมิอากาศพุ่งสูงขึ้นกว่าจุดเยือกแข็งอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน โดยทั่วไปจะกินเวลาติดต่อกันประมาณ 3-5 วัน ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-กรกฎาคม มักพบได้ที่บริเวณพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกของสหรัฐ ได้แก่ เทือกเขาร็อกกี ในรัฐโคโลราโด เทือกเขาเซียร์ราเนวาดา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงบริเวณรอบทะเลสาบทาโฮ ตลอดจนพื้นที่ภูเขาสูงในรัฐยูทาห์ เช่น บริเวณเหนือเมืองซอลต์เลกซิตี้
หากอุณหภูมิไม่ลดต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็งในตอนกลางคืน จะทำให้หิมะไม่มีโอกาสก่อตัวใหม่หรือหยุดกระบวนการละลาย ส่งผลให้มวลหิมะหายไปอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาย้อนหลังตั้งแต่ปี 1850 พบว่า ความถี่และขนาดของคลื่นความร้อนประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก Snow Eater เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 103,600 ตร.กม. ในทุก ๆ 100 ปี นอกจากนี้ วันแรกที่เกิดปรากฏการณ์นี้ในแต่ละปียังขยับเร็วขึ้นกว่าเดิมประมาณหนึ่งเดือน เมื่อเทียบกับสถิติในอดีต ซึ่งเป็นการขยับช่วงเวลาการละลายของหิมะให้เร็วขึ้นอย่างผิดปรกติ
แมทธิว ลาพลานต์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยยูทาห์สเตท กล่าวว่า “ปรากฏการณ์นี้เหมือนกับมีสัตว์ประหลาดมากัดกินหิมะหายไปเป็นนิ้ว ๆ เพียงชั่วข้ามคืน” พร้อมเล่าให้ฟังว่า เวลาที่ตอนกลางคืนมีอากาศอุ่น ในตอนเช้าเขาพบว่าหิมะลดฮวบ ซึ่งเป็นความจริงที่น่าตกใจสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง
ขณะเดียวกัน กระบวนการละลายหิมะรุนแรงขึ้นจากรังสีดวงอาทิตย์ และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเกล็ดหิมะ โดยโนอาห์ โมลอตช์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดโบลเดอร์ อธิบายว่า “เมื่อหิมะอุ่นขึ้น เกล็ดหิมะจะสูญเสียโครงสร้างและความสามารถในการสะท้อนแสง ทำให้มันดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ก้อนหิมะ (Snowball effect) ที่เร่งปฏิกิริยาการละลายให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก”
ในช่วงที่เกิด Snow Eater หิมะจะละลายเร็วขึ้นเป็น 2 เท่า ของค่าเฉลี่ยการละลายตามฤดูกาลปรกติ โดยแอนดรูว์ ชวาร์ตซ์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการหิมะเซียร์ราเซ็นทรัล ระบุว่า ในบางพื้นที่อาจมีการสูญเสียหิมะสะสมสูงถึง 8-13% ต่อวัน ซึ่งถือเป็นอัตราที่รวดเร็วมาก จนระบบการจัดการน้ำในปัจจุบันอาจไม่สามารถรองรับมวลน้ำปริมาณมหาศาลที่ไหลบ่าลงมาในระยะเวลาอันสั้นได้
เมื่อหิมะละลายทำให้เกิด “น้ำท่วมฉับพลัน” จากการตรวจสอบเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ 11 ครั้งในฝั่ง ตะวันตกของสหรัฐตั้งแต่ปี 1950 พบว่า มีเหตุการณ์น้ำท่วมถึง 7 ครั้ง ที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 5 วันหลังจากเกิดคลื่นความร้อน Snow Eater ยิ่งตอกย้ำว่าคลื่นความร้อนประเภทนี้เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้หิมะกลายเป็นมวลน้ำหลากที่เป็นอันตรายต่อชุมชนด้านล่าง
นอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้ว การละลายที่เร็วเกินไปยังนำไปสู่ภัยแล้ง และความเสี่ยงไฟป่าที่รุนแรงขึ้น เมื่อหิมะหายไปเร็วเกินกำหนด พื้นที่ป่าจะมีระยะเวลาในการแห้งตัวนานขึ้นอีกเกือบสองเดือน ก่อนจะเข้าสู่ฤดูร้อนเต็มตัว ส่งผลให้พืชพรรณกลายเป็นเชื้อเพลิงที่แห้งสนิทและพร้อมจะลุกไหม้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมให้ฤดูกาลไฟป่าในปัจจุบันยาวนานและรุนแรงกว่าในอดีต
เบนจามิน แฮตเชตต์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดสเตท เปรียบคลื่นความร้อนนี้ว่าเป็นเหมือน “เครื่องเป่าผมยักษ์” ที่เป่าลมร้อนใส่ภูเขาตลอดเวลา เขาให้ข้อสังเกตว่า เสียงของธรรมชาติในตอนกลางคืนได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเงียบสงบในหน้าหนาว ปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยเสียงของน้ำที่ไหลจากการละลายของหิมะอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้ นิวชา อาจามี จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เสนอว่าผู้จัดการน้ำต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยเน้นการกักเก็บน้ำส่วนเกินที่ไหลมาเร็วเกินไปลงสู่ชั้นน้ำบาดาล แทนที่จะปล่อยให้ไหลทิ้งไป และต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความยืดหยุ่น พร้อมจำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกของ Snow Eater จะช่วยให้ชุมชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่อาจไม่เหลือหิมะบนภูเขาอีกต่อไป
ที่มา: Grist, KQED, Phys, ZME Science



