หน่วยงานสิ่งแวดล้อมของโอมาน ยืนยันว่าคราบน้ำมันมหาศาลได้เริ่มซัดเข้าหาแนวชายฝั่งของประเทศเป็นระยะทางยาวกว่า 12 กิโลเมตร นับว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี เนื่องจากคราบน้ำมันได้แผ่กระจายออกไปโดยไม่สามารถควบคุมได้นานหลายสัปดาห์ ปัจจุบันคราบน้ำมันปกคลุมพื้นที่ในทะเลไปแล้วกว่า 2,000 ตร.กม. ตามการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ลูกเรือรายงานเหตุระเบิดบนเรือบรรทุกน้ำมัน Caroline Bezengi (แคโรไลน์ เบเซนจิ) ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบรัสเซียประมาณ 800,000 บาร์เรล ขณะแล่นอยู่นอกชายฝั่งเยเมน ก่อนที่เรือจะลอยลำไปเกยตื้นบริเวณเกาะอัล-กิบลียะห์ ในหมู่เกาะฮัลลานิยัต เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน การรั่วไหลที่เกิดขึ้นส่งผลให้ปริมาณน้ำมันมหาศาลไหลลงสู่ท้องทะเล และเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดที่เปราะบางที่สุดของระบบนิเวศทางทะเลในภูมิภาค
ผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม
คราบน้ำมันแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมคราบน้ำมันมีขนาดเพียง 45 ตร.กม. แต่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 600 ตร.กม. ภายในเพียงสองวัน และพุ่งทะลุ 2,000 ตร.กม. ในเวลาไม่นาน โดยชายฝั่งบริเวณราส มาดรากาห์ ของโอมาน ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เรือเกยตื้นถึง 200 กิโลเมตร และมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบยาวไปถึงเกาะมาสิราห์ ในอนาคตอันใกล้
หมู่เกาะฮัลลานิยัต ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติทางทะเลโดยสุลต่านแห่งโอมาน เมื่อปี 2025 พื้นที่นี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากและมีระบบนิเวศที่ซับซ้อน เช่น แนวปะการัง ทุ่งหญ้าทะเล และหาดทรายที่เป็นแหล่งวางไข่สำคัญของเต่าทะเล ดังนั้นการที่คราบน้ำมันเข้าถึงฝั่งจึงเปรียบเสมือนการทำลายหัวใจของความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลอาหรับ
“วาฬหลังค่อมทะเลอาหรับ” (Arabian Sea humpback whale) สัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เป็นหนึ่งในสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เช่นเดียวกับ นกกาน้ำโซโคตรา (Socotra cormorant) และ เต่าตนุ ที่อาจได้รับผลกระทบจากสารพิษและการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสิ่งมีชีวิตใด ๆ ที่ติดอยู่ในคราบน้ำมันจะได้รับผลกระทบขั้นวิกฤตจนถึงแก่ชีวิตได้
ผลกระทบยังลุกลามไปถึงชุมชนชายฝั่งและเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยรัฐบาลโอมานสั่งระงับการทำประมงในพื้นที่ปนเปื้อนทันทีเพื่อความปลอดภัย พร้อมทั้งเตรียมการตรวจสอบสารปนเปื้อนในอาหารทะเลที่วางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากอุตสาหกรรมประมงเป็นแหล่งรายได้หลักของประชาชนในพื้นที่ ประชาชนได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังและรายงานกลิ่นผิดปรกติหรือการพบคราบน้ำมันบนชายหาดเพิ่มเติม
ทางด้าน ฮาเน็น เคสเคส ผู้นำฝ่ายรณรงค์ทางการเมืองของกรีนพีซตะวันออกกลาง ระบุว่า “นี่คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยามากที่สุดในภูมิภาค เมื่อน้ำมันซัดเข้าถึงฝั่ง มันจะไม่เพียงแค่ลอยอยู่บนน้ำ แต่จะฝังตัวอยู่ในตะกอนและน้ำ และจะคงอยู่เป็นเวลาหลายปีแม้ว่าคราบน้ำมันที่มองเห็นด้วยตาจะหายไปแล้วก็ตาม ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในระยะยาวอย่างไม่อาจประเมินค่าได้”
การกู้เรือและขจัดคราบน้ำมัน
ในตอนนี้ เรือ Caroline Bezengi อยู่ในลักษณะจมไปแล้วครึ่งลำ และเกยตื้นอยู่บนโขดหินบริเวณเกาะอัล-กิบลียะห์ มานานหลายสัปดาห์ และปัจจุบันยังไม่สามารถกู้เรือได้ โดยบริษัทความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษที่ชื่อว่า Ambrey รับหน้าที่ในการดูแลภารกิจนี้ ซึ่งทีมผู้เชี่ยวชาญได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพอากาศของโอมานในการขึ้นไปบนเรือที่เกยตื้น เพื่อประเมินสภาพความเสียหายและวางแผนการดำเนินการขั้นต่อไป
จอห์น เอมอส ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันรั่วไหลและซีอีโอของ SkyTruth กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” หากปล่อยเรือทิ้งไว้นานโครงสร้างเรือจะยิ่งพังเสียหาย น้ำมันทั้งหมดหลายแสนบาร์เรลอาจรั่วไหลออกมา ซึ่งจะมีความรุนแรงเทียบเท่ากับหายนะเรือ Exxon Valdez ในปี 1989 เอมอสเน้นย้ำว่ายิ่งปล่อยเวลาไว้นาน เรือจะยิ่งเสื่อมสภาพและทำให้การกู้ภัยอันตรายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้เผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากสภาพอากาศ เนื่องจากภูมิภาคนี้กำลังอยู่ในช่วง “ฤดูมรสุมคารีฟ” (Khareef) ซึ่งส่งผลให้เกิดลมกระโชกแรงและคลื่นทะเลปั่นป่วน องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่า สภาวะดังกล่าวทำให้การเข้าถึงตัวเรือเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้แผนการกู้ภัยต้องล่าช้าออกไปจากที่คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกันก็จะยิ่งทำให้ตัวเรือจะได้รับความเสียหายหนักขึ้นและยากต่อการจัดการ
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระบบเฝ้าระวังและติดตามด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงในการจัดการคราบน้ำมัน ทางการโอมานและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมได้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการวิเคราะห์ทิศทางและการขยายตัวของคราบน้ำมันซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนมาวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีของน้ำมัน เพื่อวางแผนการกำจัดให้เหมาะสมกับสารปนเปื้อน ตลอดจนการเฝ้าสังเกตดัชนีทางนิเวศวิทยาและผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาก เช่น วาฬหลังค่อมและเต่าทะเลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ การกำจัดคราบน้ำมันต้องระมัดระวังไม่ให้ส่งผลเสียซ้ำซ้อนต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าต้องหลีกเลี่ยงวิธีการที่รุนแรง เช่น การฉีดล้างด้วยน้ำร้อนแรงดันสูง ซึ่งเคยสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับสิ่งมีชีวิตชายฝั่งในอดีต โดยเฉพาะในพื้นที่ละเอียดอ่อนอย่างป่าชายเลนที่มีระบบรากเปราะบาง หากทำรุนแรงมากเกินไปอาจทำอันตรายต่อพืชและสัตว์มากกว่าคราบน้ำมันเสียอีก ดังนั้นการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจึงต้องดำเนินต่อไปแม้ว่าพื้นที่ภายนอกจะดูสะอาดแล้วก็ตาม เนื่องจากน้ำมันสามารถฝังตัวอยู่ในตะกอนได้นานหลายปี
ปฏิบัติการกู้เรือครั้งนี้ มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยมีการระดมทั้งเรือและเครื่องบิน พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยหนักกว่า 100 ตันเข้าร่วมในพื้นที่ ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างเรือเสียหายจากแรงปะทะของคลื่นไปมากกว่านี้ และเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนน้ำมันดิบที่ยังเหลือค้างอยู่บนเรือ ที่คาดว่ามีประมาณ 800,000 บาร์เรล ไปยังเรืออีกลำหนึ่งเพื่อลดความเสี่ยงของการรั่วไหลเพิ่มเติมในอนาคต
เนื่องจากเรือลำนี้ถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” ของรัสเซีย ที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตร และใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการจำกัดการขนส่งน้ำมัน ซึ่งไม่มีประกันภัยจากบริษัทตะวันตกที่ได้รับการยอมรับ และเหตุการณ์นี้ถูกพิจารณาว่าเป็น “การกระทำที่เป็นสงคราม” (Act of war) ทำให้กองทุนชดเชยระหว่างประเทศ (IOPC Funds) ปฏิเสธที่จะเข้ามาแบกรับค่าใช้จ่ายในการกู้ภัยและทำความสะอาด ส่งผลให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับรัฐบาลโอมานท่ามกลางความเสี่ยงที่น้ำมันจะรั่วไหลออกมาทั้งหมด
นอกจากในโอมานแล้ว ยังมีการรายงานน้ำมันรั่วไหลแยกอีกจุดใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกาะเกชม์ ของอิหร่าน คราบน้ำมันได้ซัดเข้าหาป่าชายเลนและพื้นที่อนุรักษ์ป่าฮารา โดยอิหร่านได้ออกมาเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่ระบุว่าอาจสูงถึงระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” จากเหตุการณ์สะสมในภูมิภาค
สถานการณ์ในภาพรวมชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังทิ้งรอยแผลที่รักษาไม่หายไว้กับธรรมชาติ IMO รายงานว่ามีการเกิดอุบัติเหตุทางทะเลถึง 65 ครั้งในภูมิภาคนี้ตั้งแต่มิถุนายน เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ซึ่งเอสมาอีล บาเกอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ย้ำว่า “ทุกฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีภาระผูกพันทางกฎหมายและศีลธรรมที่จะต้องแก้ไขความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น”
ความเสียหายต่อระบบนิเวศที่บอบบาง เช่น ป่าชายเลนและตะกอนชายฝั่ง เป็นสิ่งที่ซ่อมแซมได้ยากยิ่ง เพราะป่าชายเลนที่โตเต็มที่ เป็นผลผลิตของกระบวนการทางชีวภาพที่ใช้เวลานาน และไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ง่าย ๆ เหมือนสิ่งก่อสร้าง สารพิษที่สะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารจะส่งผลกระทบต่อไปอีกหลายทศวรรษ แม้การสู้รบจะจบสิ้นลงแล้วก็ตาม
สงครามที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแยกออกจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ และปัญหาเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอาจไม่สามารถแก้ไขได้อีกแล้ว
ที่มา: Aljazeera, Arab News, Azer News, CNN, Global Arab Network, Euro News, Reuters, The Conversation



