คณะสำรวจนานาชาติยืนยัน พบถังขยะกัมมันตภาพรังสีมากกว่า 200,000 ใบ กระจัดกระจายอยู่บนพื้นทะเลลึกกว่า 4 กิโลเมตรในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งบางส่วนเริ่มผุกร่อนจนทำให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมา เริ่มปนเปื้อนเข้าสู่ระบบนิเวศใต้ทะเลลึก
ในช่วงปี 1946-1993 รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกมองว่า “มหาสมุทร” คือสถานที่ที่เหมาะสมในการกำจัดขยะนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้น จากห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาล และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเขตที่ราบก้นสมุทรทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอตแลนติก ซึ่งเป็นจุดหลักที่ประเทศในยุโรปถึง 14 ประเทศนำขยะมาทิ้งไว้ เฉพาะฝรั่งเศสประเทศเดียว มีการนำถังขยะกัมมันตรังสีมาทิ้งบริเวณนี้มากกว่า 46,000 ใบ ในช่วงปี 1967-1969
โครงการเฝ้าระวังและสำรวจแหล่งทิ้งขยะนิวเคลียร์ในมหาสมุทร หรือ NODSSUM (Nuclear Ocean Dump Site Survey Monitoring) เริ่มต้นภารกิจสำรวจใต้ทะเลเพื่อค้นหาปริมาณขยะกัมมันตรังสี โดยภารกิจในระยะแรกเมื่อปี 2025 ได้ใช้หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำแบบอัตโนมัติ อูลิกซ์ (UlyX) จัดทำแผนที่พื้นที่กว่า 165 ตร.กม. ผลการสแกนด้วยโซนาร์ความละเอียดสูงพบตำแหน่งถังขยะนับพันใบ ซึ่งบางส่วนจมอยู่ใต้ตะกอนดินและเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมก้นทะเล
ที่มา: NODSSUM
ภารกิจล่าสุดในปี 2026 ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม-28 มิถุนายน คณะนักวิทยาศาสตร์กว่า 30 คนลงพื้นที่เพื่อขยายผลการสำรวจ โดยทีมงานได้ใช้เรือดำน้ำ Nautile ซึ่งเป็นยานสำรวจแบบมีมนุษย์ควบคุม ดำดิ่งลงไปมากกว่า 20 ครั้งที่ความลึกกว่า 4,700 เมตร เพื่อเผชิญหน้ากับวัตถุอันตรายเหล่านี้โดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
ภาพที่ถูกบันทึกได้จากกล้องของเรือดำน้ำเผยให้เห็นสภาพที่น่าสะพรึงกลัวของถังเหล็ก ซึ่งเดิมถูกออกแบบมาให้กักเก็บสารอันตรายได้เพียงประมาณ 20 ปีเท่านั้น ในปัจจุบัน ถังเกือบทุกใบได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของอายุการใช้งานไปนานแล้ว ส่งผลให้เกิดการผุกร่อนขั้นรุนแรง นักวิทยาศาสตร์พบว่าถังหลายใบแตกหักและมีวัสดุภายในที่เป็นสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาทับถมอยู่บนพื้นทะเลอย่างชัดเจน
จากการวัดค่ารังสีในพื้นที่และตัวอย่างที่เก็บขึ้นมา พบว่า มีนิวไคลด์กัมมันตรังสีหลายชนิด ได้แก่ โคบอลต์-60 (Cobalt-60), ไนโอเบียม-94 (Niobium-94), ซีเซียม-137 (Cesium-137) และ อะเมริเซียม-241 (Americium-241) ในระดับที่มีความแรงรังสีสูงกว่าค่ามาตรฐานที่คาดการณ์ไว้ในบริเวณนั้น สารเหล่านี้บางชนิดมีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนานและมีความเป็นพิษสูงต่อสิ่งแวดล้อม
แพทริก ชาร์ดอน นักฟิสิกส์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยแคลร์มองต์ โอแวร์ญ และหนึ่งในผู้นำโครงการ กล่าวว่า “ขยะประเภทนี้มีนิวไคลด์กัมมันตรังสีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีพฤติกรรม ความเป็นพิษ และค่าครึ่งชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมาก การรั่วไหลที่พบทำให้เราต้องเร่งศึกษาว่าสารเหล่านี้เคลื่อนตัวไปอย่างไรในน้ำลึก”
ในปัจจุบัน สัตว์ทะเลลึกเริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในถังขยะเหล่านี้ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักวิจัย โดยพบว่ามี ดอกไม้ทะเล ฟองน้ำ และปู เข้าไปเติบโตอยู่บนพื้นผิวถังที่ผุกร่อน ซึ่งเปรียบเสมือนเกาะเหล็กกลางที่ราบลุ่มก้นสมุทรที่ว่างเปล่า การสัมผัสโดยตรงระหว่างสิ่งมีชีวิตและสารรั่วไหลสร้างคำถามสำคัญว่า สารกัมมันตรังสีเหล่านี้กำลังเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมหาสมุทรหรือไม่
ถังขยะเหล่านี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กักเก็บกัมมันตรังสีถาวร แต่อาศัยหลักการกักเก็บชั่วคราวเพื่อให้รังสีอ่อนตัวลง ก่อนที่ถังจะค่อย ๆ สลายตัวและปล่อยให้สารกระจายไปในน้ำทะเลตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเรื่องระบบนิเวศใต้ทะเลลึกในขณะนั้นมีจำกัดมาก โดยคนในยุคก่อนเชื่อว่าก้นทะเลไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับสิ่งที่พบในปัจจุบัน
แม้การวัดความแรงรังสีในเบื้องต้น จะยังอยู่ในระดับที่ต่ำพอให้ทีมวิจัยสามารถเก็บตัวอย่างได้ โดยไม่มีอันตรายร้ายแรงในทันที แต่คณะทำงานเน้นย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศได้ เนื่องจากต้องรอผลการวิเคราะห์อย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการนานหลายเดือน เพื่อตรวจสอบว่าสัตว์ทะเลในบริเวณนั้นมีการสะสมสารกัมมันตรังสีในเนื้อเยื่อมากน้อยเพียงใด
ที่มา: Earth, Futura, Phys, Times of India



