วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ผีเสื้อ’ กว่า 1,700 ชนิด ย้ายถิ่น หนีอากาศร้อน สัญญาณเตือนภัยธรรมชาติล่ม

ผีเสื้อ” เป็นสัตว์ที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมสูง หากมีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ก็จะทำให้อาศัยอยู่ไม่ได้ และในตอนนี้ผีเสื้อทั่วโลกกำลังอพยพย้ายถิ่นฐาน  เพื่อเอาตัวรอดจากอุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นและสภาพอากาศสุดขั้ว จนทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงระบบนิเวศและโครงสร้างอาหารโลก เนื่องจากผีเสื้อมีหน้าที่สำคัญทั้งในการช่วยผสมเกสร พร้อมเป็นอาหารให้แก่สัตว์ชนิดอื่น

การศึกษาผีเสื้อในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของนักวิจัยนานาชาติ นับเป็นการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยทำการวิเคราะห์บันทึกการย้ายถิ่นฐานกว่า 6,182 รายการ ของผีเสื้อ 1,758 ชนิด ใน 105 ประเทศ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าผีเสื้อประมาณ 1 ใน 10 ของสายพันธุ์ที่โลกรู้จัก ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมที่พวกมันเคยอยู่อีกต่อไป 

ดร.ชวาน เชาดูรี หัวหน้าห้องปฏิบัติการนิเวศวิทยาการเปลี่ยนแปลงโลก มหาวิทยาลัยโมนาช และผู้เขียนหลักของงานวิจัย ระบุว่า “ผีเสื้อกำลังขยับขยายขอบเขตที่อยู่อาศัยในทุกทวีปที่พวกมันปรากฏตัว ไม่ได้เกิดแค่ในภูมิภาคยุโรปหรืออเมริกาเหนือที่มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย” 

จากการตรวจสอบพบว่า ผีเสื้อกว่า 80% มีการขยายขอบเขตที่อยู่อาศัยไปยังพื้นที่ใหม่ ทั้งที่เมื่อก่อนมีสภาพอากาศไม่เหมาะสม ในขณะที่ 27% เผชิญกับปัญหาพื้นที่อยู่อาศัยเดิมมีขนาดเล็กลง และอีก 22% ต้องปรับตัวด้วยการย้ายไปอยู่ที่สูงขึ้น หรือลงตามไหล่เขาเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ โดย 79% ของกรณีทั้งหมด เป็นผลมาจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้ว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “ผีเสื้อหนอนหนามกะทกรก” (Tawny Coster - Acraea terpsicore) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแถบอนุทวีปอินเดีย แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มันได้แพร่กระจายผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเข้าสู่ออสเตรเลียในปี 2012 โดยมีการเคลื่อนที่เร็วถึง 135 กิโลเมตรต่อปี ในทางตรงกันข้าม “ผีเสื้อสมอลบลู” (Small Blue - Cupido minimus) ซึ่งเป็นผีเสื้อขนาดเล็กที่สุดในสหราชอาณาจักร กลับมีพื้นที่อาศัยลดลงกว่า 40% ตั้งแต่ปี 1983 เนื่องจากสูญเสียระบบนิเวศเฉพาะตัว

การย้ายถิ่นตามความสูงของภูเขาก็มีความซับซ้อนไม่แพ้กัน โดยในเม็กซิโกพบว่า “ผีเสื้อแดงยุโรป” (Painted Lady - Vanessa cardui) ขยับขึ้นสู่ที่สูงด้วยอัตรา 83 เมตรต่อปี ขณะที่ “ผีเสื้อราชินี” (Queen butterfly - Danaus gilippus) กลับขยับลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าในอัตรา 32 เมตรต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแมลงแต่ละชนิดต่างมีการค้นหาแหล่งที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน เพื่อความอยู่รอด

ดร.เชาดูรี เตือนว่าการขยายพื้นที่อาศัยไม่ได้เป็นข่าวดีเสมอไป เพราะมันอาจจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ โดยที่เดิมอาจไม่มีผีเสื้อเหลืออยู่เลยก็ได้ และที่สำคัญการที่ผีเสื้อต้องทิ้งถิ่นที่อยู่เดิมมักเป็นสัญญาณว่า พื้นที่นั้นเสื่อมโทรมเกินกว่าจะอาศัยอยู่ได้แล้ว และการอพยพไปยังที่ใหม่อาจทำให้พวกมันต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยหรือขาดแคลนพืชอาหาร

อย่างไรก็ตาม บางกรณีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบีบให้ผีเสื้อต้องย้ายถิ่นฐาน แต่กลับทำไม่ได้ เพราะการใช้ที่ดินของมนุษย์ได้ปิดกั้นเส้นทางเหล่านั้น หากเส้นทางอพยพไม่มีแนวเชื่อมต่อทางธรรมชาติ หรือขาดพืชเฉพาะสำหรับตัวหนอน ผีเสื้อเหล่านั้นก็ไม่อาจตั้งรกรากในบ้านใหม่ได้สำเร็จ

ทางด้าน คริส กรินเทอร์ ผู้จัดการอาวุโสด้านกีฏวิทยาจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “ผีเสื้อกำลังส่งสัญญาณเตือนให้แก่มนุษย์ เพราะการย้ายที่อยู่ของพวกมันแสดงให้เห็นว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาที่ลึกซึ้ง” พร้อมเรียกร้องให้มีการเฝ้าติดตามประชากรผีเสื้อทั่วโลกให้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการอนุรักษ์พื้นที่ที่พวกมันอาจจะอพยพไปในอนาคต

ในยุโรปและอเมริกาเหนือนั้นมีการเก็บข้อมูลค่อนข้างดี แต่ในเขตร้อนซึ่งเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพกว่า 90% ของผีเสื้อโลก กลับยังขาดแคลนข้อมูลอย่างมาก ดร.กาย พีเออร์ จากศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพเชิงบูรณาการแห่งเยอรมนี (iDiv) ย้ำว่า “เราต้องทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติ เพื่อขยายขอบเขตการเฝ้าติดตามในพื้นที่อย่างลุ่มน้ำอเมซอน แอฟริกากลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า การใช้เพียงงานวิจัยภาษาอังกฤษทำให้ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงคลาดเคลื่อนไป จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากงานวิจัยภาษาท้องถิ่นอีกกว่า 15 ภาษาและผลประเมินจากผู้เชี่ยวชาญทำให้เห็นภาพที่แท้จริงของวิกฤติในเขตร้อน ดังนั้นความร่วมมือจากสมาคมประวัติศาสตร์ธรรมชาติและนักวิทยาศาสตร์พลเมืองทั่วโลกมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการทำความเข้าใจรูปแบบความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสากล

อย่างไรก็ดี ยังพอมีข่าวดีจากการอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่น เช่น ความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ “ผีเสื้อเอลธัม คอปเปอร์” (Eltham Copper butterfly)ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่เคยถูกคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วแต่ได้รับการฟื้นฟูจนมีจำนวนเพิ่มขึ้น คริส ฟาร์โรว์ เจ้าหน้าที่ด้านความหลากหลายทางชีวภาพจาก Yarra Valley Water กล่าวว่า “ความสำเร็จนี้เกิดจากคนในพื้นที่ร่วมมือกันฟื้นฟูถิ่นที่อยู่ให้แก่พวกมัน”

นักวิจัยสรุปว่า แผนการอนุรักษ์ในยุคโลกร้อนต้องเปลี่ยนจากการวางแผนแบบคงที่ มาเป็นการวางแผนเชิงรุกที่ปรับตัวได้ โดยไม่เพียงแต่ปกป้องที่ที่พวกมันเคยอยู่ แต่ต้องปกป้อง “พื้นที่หลบภัยขนาดเล็ก” ที่มีความเย็นกว่าปรกติ และสร้างแนวเชื่อมต่อเพื่อให้สิ่งมีชีวิตเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย มิฉะนั้นเราอาจจะมัวแต่ปกป้อง “ธรรมชาติของเมื่อวาน” แต่กลับไม่มี “ธรรมชาติของวันพรุ่งนี้” อีกต่อไป

สำหรับภาคประชาชนทั่วไป คริส กรินเทอร์ แนะนำว่าทุกคนสามารถช่วยได้ง่าย ๆ จากที่บ้าน ด้วยการปลูกพืชพื้นเมืองที่เป็นอาหารของผีเสื้อ และไม่ตัดหญ้าจนเหี้ยนเตียนเพื่อให้มีที่หลบภัย ตลอดจนช่วยบันทึกการพบเห็นผีเสื้อผ่านแอปพลิเคชันวิทยาศาสตร์พลเมือง เพื่อส่งต่อข้อมูลให้แก่นักวิจัยทั่วโลก

ท้ายที่สุด ดร.เชาดูรี ย้ำว่า “หากขอบเขตถิ่นที่อยู่ของผีเสื้อเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงขนาดนี้ มันคือสัญญาณเตือนภัยถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งในระบบนิเวศทั่วทั้งโลก” การทำความเข้าใจและเร่งแก้ไขปัญหาโลกร้อนจึงไม่ใช่เพียงเพื่อช่วยผีเสื้อ แต่เป็นการรักษาเสถียรภาพของสิ่งแวดล้อมที่ค้ำจุนชีวิตของมนุษย์เราเองด้วยเช่นกัน


ที่มา: Down to EarthEarthPhys, The ConversationThe GuardianThe New York Times