สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) รายงานความคืบหน้าสถานการณ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลล่าสุด พบการขยายตัวอย่างรวดเร็วของปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ สมุทรปราการ เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยนักวิชาการชี้ชัดว่า "อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น" จากวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งระบบนิเวศทางทะเล การประมง และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชายฝั่งอย่างมีนัยสำคัญ
"แพลงก์ตอนบลูม" วิกฤติสีสันที่ซ่อนอันตราย
ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) หรือที่เรียกกันในภาษาชาวบ้านว่า "ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ" คือสภาวะที่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในทะเล ทั้งประเภทพืชและสัตว์ มีการขยายพันธุ์และเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น การรวมตัวอย่างหนาแน่นนี้ส่งผลให้สีของน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดของแพลงก์ตอนที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจปรากฏเป็นสีเขียว สีฟ้า หรือสีแดงสะท้อนแสงในเวลากลางคืน แม้ภาพที่เห็นจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นในบางช่วงเวลา แต่ภายใต้ความสวยงามนั้นกลับแฝงไปด้วยวิกฤตทางธรรมชาติที่ส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลอย่างรุนแรง
ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นจุดที่มวลน้ำจืดไหลลงสู่ทะเลนำพาเอาสารอาหารและแร่ธาตุต่าง ๆ มาสะสม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่าความถี่และขอบเขตของการเกิดปรากฏการณ์เริ่มมีความผิดปกติไปจากอดีต เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อมระดับโลก
อุณหภูมิน้ำทะเล ตัวแปรสำคัญท่ามกลางสภาวะโลกร้อน
ปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของแพลงก์ตอนนั้นมีองค์ประกอบร่วมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณสารอาหารในน้ำ เช่น ฟอสฟอรัส และสภาพกระแสน้ำที่ค่อนข้างสงบ แต่ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดและเป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความกังวลมากที่สุดในปัจจุบันคือ "อุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น"
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ผิวหน้าของมหาสมุทรดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ในปริมาณที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาพการณ์เช่นนี้เปรียบเสมือนการสร้างสภาวะ "เร่งโต" ให้กับแพลงก์ตอนบางชนิด ทำให้พวกมันสามารถสังเคราะห์แสงและแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ระบบนิเวศจะควบคุมได้
ผลกระทบลูกโซ่ ใต้ทะเลขาดจากแสงแดดและอากาศ
เมื่อเกิดแพลงก์ตอนบลูมในระดับที่หนาแน่น ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของน้ำทะเล น้ำจะมีความขุ่นและหนืดมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการส่องสว่างของแสงอาทิตย์ มวลแพลงก์ตอนที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะทำหน้าที่เป็นเสมือน "ม่านทึบแสง" บดบังรังสีจากดวงอาทิตย์ไม่ให้ส่องลงไปถึงพืชใต้น้ำและปะการัง
การขาดแสงส่งผลให้พืชใต้ท้องทะเลไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มที่ นำไปสู่สภาวะเครียดและอาจตายลงในที่สุด ซึ่งการล่มสลายของพืชใต้น้ำจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสัตว์น้ำนานาชนิดที่อาศัยพืชเหล่านี้เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารในห่วงโซ่อาหารทางทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากปัญหาเรื่องแสงแล้ว "วิกฤติออกซิเจน" ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากลัว ในช่วงที่แพลงก์ตอนยังมีชีวิต พวกมันอาจผลิตออกซิเจนในตอนกลางวัน แต่เมื่อแพลงก์ตอนจำนวนมหาศาลตายลงพร้อมกัน กระบวนการย่อยสลายโดยแบคทีเรียจะดึงเอาออกซิเจนในน้ำไปใช้ในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายน้ำลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว สภาวะน้ำเน่าเสียนี้ทำให้สัตว์ทะเลไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และนำไปสู่เหตุการณ์สัตว์ทะเลตายเกลื่อนชายหาดที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์นี้
ภัยเงียบจากสารพิษและผลกระทบต่อมนุษย์
ความอันตรายของแพลงก์ตอนบลูมยังขยายขอบเขตไปถึงเรื่องของสารพิษ แพลงก์ตอนบางสายพันธุ์มีความสามารถในการสร้าง สารชีวพิษ (Biotoxins) ซึ่งหากสัตว์ทะเล เช่น หอย ปลา หรือปู กินแพลงก์ตอนพิษเหล่านี้เข้าไป สารพิษจะเกิดการสะสมในเนื้อเยื่อของสัตว์น้ำ เมื่อมนุษย์บริโภคสัตว์น้ำที่มีสารพิษสะสมอยู่ ก็จะได้รับผลกระทบทางสุขภาพตามลำดับห่วงโซ่อาหาร ซึ่งอาจมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับอาการแพ้ไปจนถึงอันตรายต่อชีวิต
ในเชิงเศรษฐกิจ ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยว สภาพน้ำที่ขุ่นข้น มีความหนืด และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากการเน่าเสีย ทำให้กิจกรรมนันทนาการทางน้ำไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและชาวประมงในพื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับผลกระทบโดยตรงจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงและปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ลดน้อยลง
นวัตกรรมดาวเทียม การเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อความยั่งยืน
เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที หน่วยงานภาครัฐอย่าง GISTDA ได้นำเทคโนโลยีอวกาศมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจากระบบ MSI ของ ดาวเทียม Sentinel-2 ในการแปลผลและวิเคราะห์การเกิดแพลงก์ตอนบลูม เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ในมุมกว้าง ติดตามขอบเขตการกระจายตัว และวิเคราะห์แนวโน้มการขยายตัวของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างแม่นยำ
การใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียมยังช่วยในการประเมินระยะเวลาที่ปรากฏการณ์จะคงอยู่ และคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบในอนาคต การปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากการรอรับรายงานหลังเกิดเหตุ มาเป็นการ "เฝ้าระวังเชิงรุก" ช่วยให้หน่วยงานบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรชายฝั่งสามารถวางแผนรับมือ แจ้งเตือนประชาชน และเตรียมมาตรการฟื้นฟูระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในระยะยาว การแก้ไขปัญหาแพลงก์ตอนบลูมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดการปล่อยสารอาหารลงสู่แหล่งน้ำ และที่สำคัญที่สุดคือการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น จนนำไปสู่ความแปรปรวนของธรรมชาติที่กำลังคุกคามความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศทางทะเลของไทยในปัจจุบัน
ทช. ตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือน
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ติดตามข้อมูลจากระบบ AutoStation ซึ่งติดตั้งบริเวณทิศเหนือของเกาะสีชัง พบว่าเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ค่าคลอโรฟิลล์เอบริเวณชั้นผิวน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 15.00–17.00 น. และทำระดับสูงสุดที่ 11.9 ไมโครกรัมต่อลิตร (µg/L) เมื่อเวลา 17.00 น.
ค่าคลอโรฟิลล์เอที่เพิ่มขึ้นถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนพืช ซึ่งสอดคล้องกับการตรวจพบน้ำทะเลสีน้ำตาลแกมแดงบริเวณนอกชายฝั่ง ตั้งแต่หาดบางแสนต่อเนื่องไปจนถึงศรีราชา
ผลการตรวจสอบตัวอย่างน้ำทะเลพบว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต ชนิด Tripos furca (Ceratium furca) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มแพลงก์ตอนที่สามารถเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมจึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา โดยเฉพาะในช่วงที่ทะเลมีอุณหภูมิสูง เนื่องจากอุณหภูมิและปัจจัยด้านคุณภาพน้ำสามารถส่งผลต่อการเติบโตและการกระจายตัวของแพลงก์ตอนพืช ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทางทะเลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจสะท้อนถึงความเปราะบางของทะเลภายใต้ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทช.จึงพัฒนาระบบ AutoStation เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทะเลแบบ Near Real-time โดยระบบสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำ ตรวจจับสัญญาณผิดปกติ และสนับสนุนการแจ้งเตือนพื้นที่ที่มีความเสี่ยง รวมถึงใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์และสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล
ปัจจุบันระบบดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่นำร่องในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดภูเก็ต โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลผ่านแอปพลิเคชันบนระบบ iOS และ Android เพื่อเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีได้ทันท่วงที
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การมีระบบเฝ้าระวังที่สามารถตรวจจับความผิดปกติของทะเลได้แบบใกล้เคียงเวลาจริง จึงมีความสำคัญต่อทั้งการแจ้งเตือนประชาชน การดูแลทรัพยากรทางทะเล และการประเมินความเสี่ยงต่อระบบนิเวศในระยะยาว



