วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

Data Center ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงาน ไม่ต้องทำ EIA แต่ตั้งในเขตชุมชนได้

บทสัมภาษณ์ นางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ถึงมุมมองภาคประชาสังคมต่อความกังวลเรื่องการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล

กระแสการพูดคุยเรื่องการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเริ่มมีมากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากในช่วงไตรมาสที่หนึ่งของปีนี้ที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนประกาศว่าสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศได้กว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ความตื่นตัวทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้กระแสความต้องการปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอที่เติบโตขึ้นมาตั้งแต่ช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา

ความตื่นตัวเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอในประเทศไทยยิ่งสูงขึ้นไปอีก เมื่อช่วงที่ผ่านมากองทุนการเงินระหว่างประเทศยกประเทศไทยเป็นหนึ่งในสี่ประเทศและเขตการปกครองที่ได้รับอานิสงส์อย่างยิ่งยวดของเทรนด์เอไอ ตีคู่ไปกับยักษ์ใหญ่ชิปหน่วยความจำอย่างเกาหลีใต้ ไต้หวันที่เป็นเจ้าตลาดชิปดีไซน์และมาเลเซียที่เป็นเบอร์ต้นด้านการเป็นห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เอไอของโลก

เมื่อประเทศไทยเริ่มมีชื่อกลับมาในเรดาร์ของโลกจากความต้องการเอไอที่มีมากขึ้น ก็เป็นปกติที่รัฐบาลไทยซึ่งนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวมานานหลายทศวรรษจากการ "ไร้เครื่องจักรใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ"

ดังนั้นการเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์และเทรนด์เอไอจึงเป็นเหมือนหลักไมล์ใหม่ที่รัฐบาลของนายอนุทินจะคว้าไว้ เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการทำให้ประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่าการเทคออฟของเศรษฐกิจครั้งที่สองหรือ Thailand's Second Takeoff เหมือนครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ที่เม็ดเงินจากอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยจนทำให้เราเกือบได้ชื่อว่าเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย

แต่ภายใต้โอกาสก็มีความเสี่ยงซ้อนอยู่ ในช่วงสองถึงสามเดือนที่ผ่านมาเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งประชาชน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และภาคประชาสังคม ถึงความน่ากังวลของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ผ่านการยกโมเดลที่เคยเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและประเทศในฝั่งยุโรป ที่ประชาชนเริ่มออกมาต่อต้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลมากขึ้นจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจตามมา

เพื่อรับฟังมุมมองและข้อกังวลจากภาคประชาสังคม "กรุงเทพธุรกิจ" ชวนพูดคุยกับ นางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ชุมชน

Data Center ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงาน ไม่ต้องทำ EIA แต่ตั้งในเขตชุมชนได้ ขอบคุณภาพจากนางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

นางสาวสุภาภรณ์ เริ่มอธิบายให้ฟังว่า ข้อกังวลหลักของการสร้างศูนย์ข้อมูลคือปริมาณการใช้น้ำและไฟในปริมาณมหาศาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเชื่อมโยงกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของหลายประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดกระแสการเพิ่มขึ้นของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล สิ่งสำคัญคือที่มาของพลังงานที่จะนำมาใช้กับศูนย์ข้อมูลเหล่านี้คือแหล่งไหน

"เรื่องวิกฤติน้ำ หลายประเทศมีวิกฤติน้ำอยู่แล้ว พอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ข้อห่วงกังวลก็คือถ้ามีการแบ่งการใช้ แย่งการใช้แบบนี้ วิกฤติน้ำมันอาจเกิดขึ้นในอนาคตแล้วมันยากต่อการแก้ไข" เธอกล่าว

ในมลรัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ผู้ว่าการรัฐได้ลงนามคำสั่งผู้บริหารระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อกลับมาทบทวนการออกแบบใบอนุญาต ทั้งเรื่องมาตรฐานการควบคุมผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการบริหารทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า

นางสาวสุภาภรณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็พยายามตั้งตัวเองเป็นศูนย์กลางศูนย์ข้อมูลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ข้อได้เปรียบเรื่องราคาที่ดิน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และแรงงานเป็นปัจจัยดึงดูด แต่ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนเช่นเดียวกัน โดยเธอยกตัวอย่างว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของศูนย์ข้อมูลในมาเลเซียนั้นสูงจนใกล้เคียงกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของทั้งเขตปกครองหนึ่งหรือเทียบได้กับการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดอุบลราชธานี

กลับมามองที่ประเทศไทย เธอมองว่า "รัฐบาลยังไม่ได้นำมิติของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือว่าการที่ประเทศมีเป้าหมายเรื่องนี้ [เรื่องการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก] มาคำนวณในเรื่องการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะฉะนั้นจึงเห็นภาพประชาชนในหลายประเทศเริ่มลุกขึ้นมาฟ้องว่ามันขัดกับหลักการเรื่องการปล่อยก๊าซ ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศไทยก็คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด"

กากขยะ ความร้อน และน้ำหล่อเย็น

เธอกล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ยังมีการพูดถึงน้อยคือเรื่องกากขยะจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพราะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แต่ละชนิดมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน รัฐบาลจะมีมาตรการขจัดหรือรองรับกากขยะเหล่านี้ในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลอย่างไรเมื่อชิ้นส่วนเหล่านี้หมดอายุการใช้งาน หรือแม้กระทั่งเรื่องการประเมินผลกระทบจากความร้อนที่ส่งออกมาจากการทำงานของศูนย์ข้อมูลว่าจะกระทบการทำเกษตรกรรมหรือผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนบริเวณดังกล่าวหรือไม่ ทั้งหมดที่อธิบายมา เมื่อไม่มีการทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ก็ไม่มีมาตรการเชิงป้องกันที่ชัดเจนให้ประชาชนได้รับทราบและมีส่วนร่วมอย่างแน่นอน

กระทั่งน้ำหล่อเย็นที่ใช้ลดความร้อนจากการทำงานของศูนย์ข้อมูล พอกฎหมายตีความว่าศูนย์ข้อมูลเป็นเพียงอาคารไม่ใช่โรงงาน จึงไม่มีรายละเอียดออกมาให้เราเห็นว่าน้ำหล่อเย็นที่ใช้ไปแล้วจะมีผลกระทบต่อการระบายออกอย่างไรในกระบวนการสุดท้าย จะทิ้งลงระบบสาธารณะ ทิ้งลงในลำคลอง หรือจะมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ภาพเหล่านี้ไม่มีการคลี่ข้อมูลออกมาให้ประชาชนรับรู้และมีส่วนร่วม เธออธิบาย

"มาตรการที่รัฐบาลพยายามประกาศออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาทีละเปลาะ เราเห็นนะคะ เห็นความพยายามของรัฐเมื่อประชาชนหรือนักวิชาการตั้งคำถาม เหมือนรัฐจะมีปฏิกิริยาออกมา 1 2 3 4 แต่ส่วนตัวมองว่ารัฐกำลังมองว่านี่ [การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์] เป็นโอกาสที่ต้องรีบฉวยหรือเปล่า แต่ในมุมเราที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมกับชุมชน เราคิดว่าโอกาสเป็นสิ่งที่ดีที่จะคว้าไว้ แต่ว่าความเสี่ยงก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากเช่นเดียวกัน มันเหมือนกับว่า ถ้าคุณฉวยโอกาสนี้เข้ามาแล้วไม่ประเมินความเสี่ยงและไม่มีมาตรการเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพ พอเกิดผลกระทบ เราแก้ยากหรือบางเคสอาจจะแก้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"

เสียงที่ (ยัง) ไม่ถูกได้ยิน

เธอกล่าวต่อว่า หน้าที่ของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมหรือ EnLAW คือการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใกล้พื้นที่ หรือผลกระทบจากมลพิษที่เกิดจากการทำอุตสาหกรรม

ในปัจจุบันหลายชุมชนเริ่มตื่นตัวเรื่องการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะในพื้นที่ตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งเสียงที่อาจจะยังไม่ได้ยินมากนัก คือเสียงร้องเรียนเรื่องการก่อสร้างดังกล่าวในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งก็เป็นหนึ่งพื้นที่ในการขยายการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเช่นเดียวกัน

ประเด็นดังกล่าวสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลนั้นไม่ต้องมีการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเพราะไม่เข้าเกณฑ์ในการจัดทำ

"ขอบข่ายของการจัดทำดาต้าเซ็นเตอร์คือเป็นแค่เรื่องของอาคารชุด ซึ่งเป็นการขออนุญาตผ่านท้องถิ่นเท่านั้น และกระบวนการทั้งหมดเป็นเพียงการประเมินว่าการก่อสร้างขัดกับการจัดทำผังเมืองหรือมีความปลอดภัยหรือไม่เท่านั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ถูกตีความว่าเป็นเหมือนโกดังอะไรทำนองนี้ และไม่ได้เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงานด้วย"

เธอกล่าวว่า หลายชุมชนเริ่มมีความกังวลอย่างมากว่าจะมีโครงการลักษณะนี้ ทั้งไม่เข้าข่ายโรงงานและไม่เข้าข่ายการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม มาตั้งใกล้ชุมชนของพวกเขา มากไปกว่านั้นคือเรื่องวิกฤติน้ำ ที่ก่อนมีศูนย์ข้อมูลมาตั้งก็เผชิญกับปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ดังนั้นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ปัญหาเรื่องน้ำนี้เป็นอย่างไรต่อไป

Data Center ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงาน ไม่ต้องทำ EIA แต่ตั้งในเขตชุมชนได้ ขอบคุณภาพจากนางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

ประเมินมาตรการรัฐ: "ยังไม่เพียงพอ"

เมื่อถามถึงความพยายามล่าสุดของรัฐบาลในการปรับเปลี่ยนท่าทีในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลว่าเพียงพอแล้วหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการคุมเข้มการขอใบอนุญาตผ่านเงื่อนไขด้านการบริหารทรัพยากรน้ำและไฟ ความพยายามในการลดการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวในพื้นที่อีอีซีผ่านการใช้พื้นที่แม่เมาะจังหวัดลำปางเป็นพื้นที่รองรับ การรวมศูนย์หน่วยงานในการอนุมัติใบประกอบกิจการ รวมทั้งความพยายามในการกำหนดค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าครัวเรือนทั่วไป ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า "คิดว่ายังไม่เพียงพอ"

เธอขยายความว่า ความพยายามของรัฐบาลทั้งหมดยังเป็นความพยายามที่มุ่งเป้าในการหาพื้นที่เหมาะสมที่จะทำอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล โดยคำนึงถึงเพียงแค่ปริมาณน้ำและปริมาณไฟฟ้ารวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลต้องมองเรื่องนี้แบบองค์รวมผ่านการประเมินยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือ SEA อย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่ประเมินรายโครงการ และสิ่งที่สำคัญคือประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมีส่วนร่วมด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลจะสร้างศูนย์ข้อมูลในภาคตะวันออก ต้องมีการประเมินว่าปริมาณการใช้ทรัพยากรน้ำทั้งหมดของภาคตะวันออกเป็นเท่าไร แล้วหากมีการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขึ้นมาจะมีการใช้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเท่าไร รวมทั้งแต่ละศูนย์ข้อมูลจะใช้น้ำในปริมาณเท่าไรและใช้น้ำจากแหล่งไหน ทั้งหมดต้องมีการประเมินตัวเลขในภาพรวมและเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้และมีส่วนร่วม รวมทั้งการก่อสร้างเหล่านี้ต้องมีขีดจำกัด ไม่ใช่เปิดรับเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ โดยคำนึงถึงแค่รายได้ที่เข้าประเทศเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เหล่านั้นด้วย

บทบาทที่หายไปของ "กระทรวงทรัพย์ฯ"

นางสาวสุภาภรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI กลายเป็นหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทหลักในข่าวอย่างมาก โดยเฉพาะในมิติการสนับสนุนด้านภาษีและดึงดูดการลงทุน แต่ส่วนสำคัญคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับมีบทบาทน้อยมากหรือไม่มีเลยในพื้นที่ข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลนั้นไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงานและไม่มีการประเมิน EIA

"ทั้งหมดราวกับว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่ในสมการของการอนุมัติใบอนุญาตศูนย์ข้อมูลเลย ทั้งที่ในต่างประเทศมีการสะท้อนผลกระทบจากการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มานานแล้ว"

ในประเด็นเรื่องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของศูนย์ข้อมูล เธอกล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งที่รัฐบาลพยายามอธิบายคือการเข้ามาของศูนย์ข้อมูลจะช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ คำถามคือรายได้ตรงนั้นตกที่ใครบ้าง คนที่ได้ประโยชน์คนแรกคือเจ้าของที่ดินที่ขายหรือปล่อยเช่า และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขายน้ำและไฟ

"ส่วนแรงงาน เรามองไม่เห็นเลยว่าจะสร้างงานให้คนหรือเชื่อมโยงกับธุรกิจในพื้นที่อย่างไร เช่น วิสาหกิจชุมชนจะเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร มันไปสร้างงานหรือสร้างเม็ดเงินให้ชุมชนอย่างไร อันนี้เรามองไม่เห็น คนที่ได้แน่ๆ อีกรายคือผู้รับเหมาก่อสร้าง อันนี้ได้แค่ช่วงต้นเท่านั้นด้วย หลังจากนั้นเม็ดเงินก็อยู่ที่บริษัทเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะฉะนั้นคำถามคือเม็ดเงินอยู่ที่ใครกันแน่"

เธออธิบายว่า สำหรับเรื่องผลกระทบเชิงบวกของการเข้ามาของเม็ดเงินจากการทำกิจการศูนย์ข้อมูลต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ อาจต้องไปวิเคราะห์ผ่านโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ แต่ในมุมของชุมชนและสิ่งแวดล้อมยังไม่เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้จะสร้างโอกาสให้ชุมชนอย่างไร

Data Center ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.โรงงาน ไม่ต้องทำ EIA แต่ตั้งในเขตชุมชนได้ ขอบคุณภาพจากนางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

ข้อเรียกร้องทิ้งท้าย

ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธการพัฒนาและความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมทั้งผลประโยชน์ด้านเทคโนโลยีที่เกิดจากศูนย์ข้อมูล แต่การพัฒนานั้นจะต้องคำนึงถึงมิติความยั่งยืนของคุณภาพชีวิตประชาชนด้วย

"อยากย้ำว่าไม่ว่าเราจะก้าวหน้าอย่างไร ฐานมิติชีวิตของคน สิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมของคน ควรจะเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องนำมาประกอบการพิจารณา การนำมาประกอบการพิจารณาแปลว่ารัฐต้องมีมาตรการหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และกลไกที่อธิบายมานี้ต้องเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมด้วย"

เธอทิ้งท้ายด้วยข้อเรียกร้องที่ว่า อยากให้รัฐบาลอย่าเพิ่งรีบอนุมัติโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล โดยให้ระงับการอนุมัติไว้ก่อนเพื่อเริ่มขั้นตอนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและศักยภาพการรองรับของแต่ละพื้นที่ แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะนำศูนย์ข้อมูลไปไว้ในพื้นที่ไหนบ้าง

รวมทั้งภาครัฐควรเร่งออกระเบียบที่เป็นหลักประกันเรื่องสิทธิ์ในสิ่งแวดล้อมของประชาชน สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะหลักเกณฑ์อย่างละเอียดในการอนุมัติ และมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจนทั้งในด้านน้ำ ไฟฟ้า และสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจการศูนย์ข้อมูลควรเป็นกิจกรรมที่ต้องมีการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย