วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR จัดการมลพิษแม่น้ำพรมแดน ท่ามกลางวิจารณ์ กลไก-ปิดกั้นข้อมูล

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 รัฐบาลไทย และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลงนามขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) เพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดน ทว่าก้าวย่างสำคัญทางการทูตครั้งนี้กลับถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากภาควิชาการ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงเนื้อหาในข้อตกลงที่อาจทำให้ประเทศไทยตกเป็นรอง การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากภาคประชาชน และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหามลพิษจากเหมืองแร่ที่เป็นต้นตอสำคัญของวิกฤติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

พิธีลงนามภายใต้การนำของผู้นำสองประเทศ

จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบต่อร่าง TOR คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ นายอนุทินได้อนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ของไทย เป็นผู้ลงนามอย่างเป็นทางการ พร้อมให้อำนาจในการแก้ไขถ้อยคำที่ไม่ใช่สาระสำคัญในอนาคตได้เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน

การลงนามเกิดขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสที่ นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีไทย และผู้นำเมียนมาร่วมเป็นประธาน และสักขีพยานในพิธี ผู้ลงนามหลักประกอบด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ นายลา เมาง์ เต็ง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR จัดการมลพิษแม่น้ำพรมแดน ท่ามกลางวิจารณ์ กลไก-ปิดกั้นข้อมูล

ทั้งนี้ สาระสำคัญของ TOR คือ การจัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างไทย และเมียนมาในการติดตาม เฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูล และองค์ความรู้ รวมทั้งกำหนดมาตรการร่วมในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดน เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดย TOR มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม

ร่วมหาแนวทางแก้มลพิษข้ามพรมแดน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้เป็นการยกระดับความร่วมมือเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยทั้งสองประเทศได้ทุ่มเท และผลักดันความร่วมมือร่วมกันจนประสบผลสำเร็จในวันนี้

"ร่วมมือดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนทั้งสองประเทศ"

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR จัดการมลพิษแม่น้ำพรมแดน ท่ามกลางวิจารณ์ กลไก-ปิดกั้นข้อมูล

ที่มาของร่าง TOR และสิ่งที่เมียนมาแก้ไข

ข้อมูลจาก เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ กก สาย รวก โขง ระบุว่า ไทยจัดทำร่างร่วมกันโดยหลายหน่วยงาน และส่งให้เมียนมาตั้งแต่ ธันวาคม 2568 เมียนมาส่ง ร่างฉบับแก้ไข กลับมาเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 ดังนี้ 

  1. สาระสำคัญที่เมียนมาแก้ไข TOR ยกเลิกการปฏิบัติงานร่วม (Joint Operations) เปลี่ยนเป็นแต่ละประเทศดำเนินการตรวจสอบเอง แต่เห็นชอบร่วมกันในจุดเก็บตัวอย่างและวิธีการตรวจ
  2. ตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคให้ความร่วมมือเป็น ทวิภาคี (ไทย-เมียนมา) เท่านั้น
  3. เพิ่มมิติการมีส่วนร่วมของประชาชน ระบุความร่วมมือด้านการสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนและภาคประชาสังคม
  4. ลดอายุของข้อตกลง จากเดิมเหลือ 3 ปี
  5. กำหนดสถานะทางกฎหมายชัดเจนระบุว่า TOR เป็น ข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-legally Binding)
  6. เพิ่มหน่วยงานฝ่ายเมียนมา ขยายเป็น 9 หน่วยงาน ในคณะทำงานร่วม
  7. ปรับเงื่อนไขการยกเลิกและการสรุปผลการดำเนินงานให้มีความกระชับมากขึ้น
  8. กำหนดการเผยแพร่ข้อมูล ระบุให้การส่งต่อข้อมูลแก่บุคคลภายนอกต้องเป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ
  9. เปลี่ยนหน่วยงานเลขานุการฝ่ายเมียนมาจากเดิมปรับเป็น หน่วยงานระดับกรม เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน

ไทย-เมียนมา ลงนาม TOR จัดการมลพิษแม่น้ำพรมแดน ท่ามกลางวิจารณ์ กลไก-ปิดกั้นข้อมูล

8 คำถามจี้รัฐบาลจากนักวิชาการ

"ดร.สืบสกุล กิจนุกร" นักวิชาการ และอาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กลับมองว่าการลงนามครั้งนี้คือ การเพิกเฉยต่อเสียงทัดทานของภาคประชาชน โดยระบุว่าร่าง TOR ที่ผ่านการแก้ไขตามคำเสนอของเมียนมานั้น เต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ลดทอนอำนาจการตรวจสอบของประเทศไทยอย่างน่ากังวล

ดร.สืบสกุล กิจนุกร ได้ตั้งคำถามสำคัญ 8 ข้อหลักต่อรัฐบาลไทย เพื่อเรียกร้องความโปร่งใส ดังนี้

  1. รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าการอนุมัติ TOR ตามที่เมียนมาเสนอทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบ? เนื่องจากมีการแก้ไขให้แต่ละประเทศแยกกันตรวจน้ำตามมาตรฐานตนเอง ตัดรายงานตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและแผนที่ความเสี่ยงร่วมกันออก และตัดองค์กรสากลอย่าง MRC และ ASEAN ออกจากกระบวนการ
  2. รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า TOR นี้ละเมิดรัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน? โดยเฉพาะ "สิทธิในการรับรู้" ของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
  3. รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า TOR นี้คือ การหน่วงเหนี่ยวเวลา? มุ่งเน้นเพียงการตรวจน้ำแต่ไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเหมืองแร่ในเมียนมาที่เป็นต้นตอของสารพิษ
  4. รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า TOR นี้ไม่ครอบคลุมพื้นที่ปัญหาจริง? ข้อตกลงพูดถึงเพียงแม่น้ำกก ทั้งที่มีแม่น้ำถึง 6 สาย (กก, สาย, รวก, โขง, สาละวิน, กระบุรี) ที่ปนเปื้อนจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา
  5. รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าสภาฯ ต้องอนุมัติงบถึง 2,000 ล้านบาทเพื่อหนีปัญหา? เป็นงบประมาณปี 2570 ให้การประปา เชียงรายย้ายแหล่งน้ำหนีแม่น้ำกกเพื่อดูแลคน 40,000 ครัวเรือน
  6. รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าข้อเสนอตั้งศูนย์ตรวจสารพิษถูกเมิน? ภาควิชาการเสนอตั้งห้องแล็บมูลค่า 120 ล้านบาทในเชียงรายเพื่อเฝ้าระวังดิน และผลิตผลทางการเกษตร แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
  7. รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าสุขภาพประชาชนกำลังวิกฤติ? กรมอนามัยต้องเตือนให้ประชาชนงดบริโภคสัตว์น้ำ และเครื่องในปลาจากแม่น้ำกก และโขงเนื่องจากความเสี่ยงโลหะหนักสะสมสูง
  8. รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า TOR กำหนดการปกปิดข้อมูลอย่างเบ็ดเสร็จ? การเผยแพร่ข้อมูลหรือแถลงข่าวใดๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งไทย และเมียนมา ก่อนเท่านั้น

"ดร.สืบสกุล" ยังได้เสนอให้รัฐบาลยุติการลงนามไว้ก่อน เปิดเผยเนื้อหา TOR ต่อสาธารณะ และมีมาตรการเด็ดขาดในการระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา รวมถึงหยุดส่งออกสารเคมี และเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่พิษเหล่านี้

สส. เชียงราย กังวลปม "ควบคุมการเปิดเผยข้อมูล"

ทางด้านฝ่ายนิติบัญญัติ "ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ได้ออกมาให้ความเห็นที่สอดคล้องกันหลังจากศึกษาเนื้อหาร่างข้อตกลงอย่างละเอียด โดยวิจารณ์ว่ารัฐบาลใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็มเพื่อร่างข้อตกลงที่ทำได้เพียง "การตรวจน้ำ" แต่ไม่มีมาตรการ "ควบคุม" มลพิษที่ต้นเหตุเลย

"ประเด็นที่ผมกังวลมากที่สุดคือ เงื่อนไขการรักษาความลับ และการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยในร่างระบุว่าหากไทยตรวจพบสารพิษในแม่น้ำของตนเอง แต่เมียนมาไม่ลงนามยินยอมให้เปิดเผย รัฐบาลไทยก็ไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ กลายเป็นตอนนี้ สิทธิที่ประชาชนจะรู้ว่าน้ำมีพิษหรือไม่ ต้องมารอให้รัฐบาลสองประเทศเซ็นอนุมัติก่อน ผมหวังว่ารัฐบาลจะเห็นความสำคัญของประชาชน มากกว่าการเกรงใจเมียนมา"

นอกจากนี้ "ภัทรพงษ์" ยังตั้งข้อสังเกตถึงความบกพร่องในเชิงโครงสร้างของคณะทำงานฝั่งไทย ที่มีเพียงจังหวัดเชียงรายจังหวัดเดียว และขาดหน่วยงานเฉพาะทางด้านเหมืองแร่ เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือกรมทรัพยากรธรณี เขามองว่าการที่รัฐบาลร่างข้อตกลงมาแบบ "ตรวจใครตรวจมัน" นั้นเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์ เพราะเป็นภารกิจปกติของแต่ละประเทศอยู่แล้ว แต่ข้อตกลงนี้ควรเน้นที่ "การเก็บตัวอย่างร่วมกันใกล้จุดปล่อยมลพิษ" เพื่อสืบหาผู้ก่อมลพิษตัวจริง

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการทูต แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนริมน้ำ 6 สายหลัก ซึ่งกำลังเผชิญกับสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมในปริมาณเกินมาตรฐาน ชาวบ้านต้องหยุดจับปลา และหยุดใช้แหล่งน้ำธรรมชาติในการดำรงชีวิตเพื่อรอความหวังจากรัฐบาล การที่ต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินถึง 2,000 ล้านบาทเพื่ออพยพแหล่งน้ำประปาหนีสารพิษ คือ ดัชนีชี้วัดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน

การลงนาม TOR ไทย-เมียนมาในครั้งนี้ จึงยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องเฝ้าติดตามว่า จะเป็นเพียงเอกสารที่ประวิงเวลาให้กับกลุ่มทุนเหมืองแร่ หรือจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริงตามคำมั่นสัญญาของรัฐบาล

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์