วันที่ 6 สิงหาคม 2569 รัฐบาลไทย และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลงนามขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) เพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดน ทว่าก้าวย่างสำคัญทางการทูตครั้งนี้กลับถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากภาควิชาการ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงเนื้อหาในข้อตกลงที่อาจทำให้ประเทศไทยตกเป็นรอง การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารจากภาคประชาชน และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหามลพิษจากเหมืองแร่ที่เป็นต้นตอสำคัญของวิกฤติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
พิธีลงนามภายใต้การนำของผู้นำสองประเทศ
จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบต่อร่าง TOR คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ นายอนุทินได้อนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ของไทย เป็นผู้ลงนามอย่างเป็นทางการ พร้อมให้อำนาจในการแก้ไขถ้อยคำที่ไม่ใช่สาระสำคัญในอนาคตได้เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน
การลงนามเกิดขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสที่ นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีไทย และผู้นำเมียนมาร่วมเป็นประธาน และสักขีพยานในพิธี ผู้ลงนามหลักประกอบด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ นายลา เมาง์ เต็ง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา
ทั้งนี้ สาระสำคัญของ TOR คือ การจัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างไทย และเมียนมาในการติดตาม เฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูล และองค์ความรู้ รวมทั้งกำหนดมาตรการร่วมในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำพรมแดน เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดย TOR มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม
ร่วมหาแนวทางแก้มลพิษข้ามพรมแดน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้เป็นการยกระดับความร่วมมือเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยทั้งสองประเทศได้ทุ่มเท และผลักดันความร่วมมือร่วมกันจนประสบผลสำเร็จในวันนี้
"ร่วมมือดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนทั้งสองประเทศ"
ที่มาของร่าง TOR และสิ่งที่เมียนมาแก้ไข
ข้อมูลจาก เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ กก สาย รวก โขง ระบุว่า ไทยจัดทำร่างร่วมกันโดยหลายหน่วยงาน และส่งให้เมียนมาตั้งแต่ ธันวาคม 2568 เมียนมาส่ง ร่างฉบับแก้ไข กลับมาเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 ดังนี้
- สาระสำคัญที่เมียนมาแก้ไข TOR ยกเลิกการปฏิบัติงานร่วม (Joint Operations) เปลี่ยนเป็นแต่ละประเทศดำเนินการตรวจสอบเอง แต่เห็นชอบร่วมกันในจุดเก็บตัวอย่างและวิธีการตรวจ
- ตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคให้ความร่วมมือเป็น ทวิภาคี (ไทย-เมียนมา) เท่านั้น
- เพิ่มมิติการมีส่วนร่วมของประชาชน ระบุความร่วมมือด้านการสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนและภาคประชาสังคม
- ลดอายุของข้อตกลง จากเดิมเหลือ 3 ปี
- กำหนดสถานะทางกฎหมายชัดเจนระบุว่า TOR เป็น ข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-legally Binding)
- เพิ่มหน่วยงานฝ่ายเมียนมา ขยายเป็น 9 หน่วยงาน ในคณะทำงานร่วม
- ปรับเงื่อนไขการยกเลิกและการสรุปผลการดำเนินงานให้มีความกระชับมากขึ้น
- กำหนดการเผยแพร่ข้อมูล ระบุให้การส่งต่อข้อมูลแก่บุคคลภายนอกต้องเป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ
- เปลี่ยนหน่วยงานเลขานุการฝ่ายเมียนมาจากเดิมปรับเป็น หน่วยงานระดับกรม เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน
8 คำถามจี้รัฐบาลจากนักวิชาการ
"ดร.สืบสกุล กิจนุกร" นักวิชาการ และอาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กลับมองว่าการลงนามครั้งนี้คือ การเพิกเฉยต่อเสียงทัดทานของภาคประชาชน โดยระบุว่าร่าง TOR ที่ผ่านการแก้ไขตามคำเสนอของเมียนมานั้น เต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ลดทอนอำนาจการตรวจสอบของประเทศไทยอย่างน่ากังวล
ดร.สืบสกุล กิจนุกร ได้ตั้งคำถามสำคัญ 8 ข้อหลักต่อรัฐบาลไทย เพื่อเรียกร้องความโปร่งใส ดังนี้
- รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าการอนุมัติ TOR ตามที่เมียนมาเสนอทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบ? เนื่องจากมีการแก้ไขให้แต่ละประเทศแยกกันตรวจน้ำตามมาตรฐานตนเอง ตัดรายงานตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและแผนที่ความเสี่ยงร่วมกันออก และตัดองค์กรสากลอย่าง MRC และ ASEAN ออกจากกระบวนการ
- รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า TOR นี้ละเมิดรัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน? โดยเฉพาะ "สิทธิในการรับรู้" ของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
- รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า TOR นี้คือ การหน่วงเหนี่ยวเวลา? มุ่งเน้นเพียงการตรวจน้ำแต่ไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเหมืองแร่ในเมียนมาที่เป็นต้นตอของสารพิษ
- รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า TOR นี้ไม่ครอบคลุมพื้นที่ปัญหาจริง? ข้อตกลงพูดถึงเพียงแม่น้ำกก ทั้งที่มีแม่น้ำถึง 6 สาย (กก, สาย, รวก, โขง, สาละวิน, กระบุรี) ที่ปนเปื้อนจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา
- รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าสภาฯ ต้องอนุมัติงบถึง 2,000 ล้านบาทเพื่อหนีปัญหา? เป็นงบประมาณปี 2570 ให้การประปา เชียงรายย้ายแหล่งน้ำหนีแม่น้ำกกเพื่อดูแลคน 40,000 ครัวเรือน
- รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าข้อเสนอตั้งศูนย์ตรวจสารพิษถูกเมิน? ภาควิชาการเสนอตั้งห้องแล็บมูลค่า 120 ล้านบาทในเชียงรายเพื่อเฝ้าระวังดิน และผลิตผลทางการเกษตร แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
- รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าสุขภาพประชาชนกำลังวิกฤติ? กรมอนามัยต้องเตือนให้ประชาชนงดบริโภคสัตว์น้ำ และเครื่องในปลาจากแม่น้ำกก และโขงเนื่องจากความเสี่ยงโลหะหนักสะสมสูง
- รัฐบาลทราบหรือไม่ว่า TOR กำหนดการปกปิดข้อมูลอย่างเบ็ดเสร็จ? การเผยแพร่ข้อมูลหรือแถลงข่าวใดๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งไทย และเมียนมา ก่อนเท่านั้น
"ดร.สืบสกุล" ยังได้เสนอให้รัฐบาลยุติการลงนามไว้ก่อน เปิดเผยเนื้อหา TOR ต่อสาธารณะ และมีมาตรการเด็ดขาดในการระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา รวมถึงหยุดส่งออกสารเคมี และเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่พิษเหล่านี้
สส. เชียงราย กังวลปม "ควบคุมการเปิดเผยข้อมูล"
ทางด้านฝ่ายนิติบัญญัติ "ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ได้ออกมาให้ความเห็นที่สอดคล้องกันหลังจากศึกษาเนื้อหาร่างข้อตกลงอย่างละเอียด โดยวิจารณ์ว่ารัฐบาลใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็มเพื่อร่างข้อตกลงที่ทำได้เพียง "การตรวจน้ำ" แต่ไม่มีมาตรการ "ควบคุม" มลพิษที่ต้นเหตุเลย
"ประเด็นที่ผมกังวลมากที่สุดคือ เงื่อนไขการรักษาความลับ และการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยในร่างระบุว่าหากไทยตรวจพบสารพิษในแม่น้ำของตนเอง แต่เมียนมาไม่ลงนามยินยอมให้เปิดเผย รัฐบาลไทยก็ไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ กลายเป็นตอนนี้ สิทธิที่ประชาชนจะรู้ว่าน้ำมีพิษหรือไม่ ต้องมารอให้รัฐบาลสองประเทศเซ็นอนุมัติก่อน ผมหวังว่ารัฐบาลจะเห็นความสำคัญของประชาชน มากกว่าการเกรงใจเมียนมา"
นอกจากนี้ "ภัทรพงษ์" ยังตั้งข้อสังเกตถึงความบกพร่องในเชิงโครงสร้างของคณะทำงานฝั่งไทย ที่มีเพียงจังหวัดเชียงรายจังหวัดเดียว และขาดหน่วยงานเฉพาะทางด้านเหมืองแร่ เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือกรมทรัพยากรธรณี เขามองว่าการที่รัฐบาลร่างข้อตกลงมาแบบ "ตรวจใครตรวจมัน" นั้นเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์ เพราะเป็นภารกิจปกติของแต่ละประเทศอยู่แล้ว แต่ข้อตกลงนี้ควรเน้นที่ "การเก็บตัวอย่างร่วมกันใกล้จุดปล่อยมลพิษ" เพื่อสืบหาผู้ก่อมลพิษตัวจริง
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการทูต แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนริมน้ำ 6 สายหลัก ซึ่งกำลังเผชิญกับสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมในปริมาณเกินมาตรฐาน ชาวบ้านต้องหยุดจับปลา และหยุดใช้แหล่งน้ำธรรมชาติในการดำรงชีวิตเพื่อรอความหวังจากรัฐบาล การที่ต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินถึง 2,000 ล้านบาทเพื่ออพยพแหล่งน้ำประปาหนีสารพิษ คือ ดัชนีชี้วัดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
การลงนาม TOR ไทย-เมียนมาในครั้งนี้ จึงยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องเฝ้าติดตามว่า จะเป็นเพียงเอกสารที่ประวิงเวลาให้กับกลุ่มทุนเหมืองแร่ หรือจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริงตามคำมั่นสัญญาของรัฐบาล
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



