วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

จับมือ ‘มิน อ่อง หล่าย’ ประธานาธิบดีเมียนมา แก้ปัญหาแม่น้ำ ผ่านร่าง TOR ไทยได้หรือเสีย?

คอลัมน์จับกระแส

จากที่ผู้เขียนได้ฟังการเสวนาสาธารณะ “TOR ไทย–เมียนมา ใครได้ ใครเสีย?” ซึ่งจัดโดย เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ กก สาย รวก โขง วันที่ 2 สิงหาคม 2569 ไลฟ์สด ณ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในวงเสวนาประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหลากมิติ ได้แก่ อ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, รศ.ดร.จารุประภา รักพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อ.อริศรา เหล็กคำ จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ โดยมี อ.ดร.เนรมิตร จิตรรักษา เป็นผู้ดำเนินรายการ

ท่ามกลางกระแสข่าวสำคัญที่ นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดประการหนึ่งคือความพยายามในการลงนามในร่างข้อตกลงร่วม (Terms of Reference หรือ TOR) เพื่อจัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งหากพิจารณาเพียงผิวเผินอาจดูเหมือนเป็นความก้าวหน้าทางการทูต แต่เนื้อหาภายในที่ถูกปรับแก้โดยฝั่งเมียนมา กลับสุ่มเสี่ยงกลายเป็นกับดัก ที่อาจทำไทยเสียเปรียบ

หัวใจสำคัญที่ถูกตั้งคำถามในเวทีเสวนาคือ จุดยืนของรัฐบาลไทยต่อร่าง TOR ฉบับแก้ไขล่าสุดที่ส่งกลับมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าฝั่งเมียนมาได้ตัดสาระสำคัญเรื่อง “การตรวจสอบร่วมกัน” ออกไปเกือบทั้งหมด โดยเสนอให้แต่ละประเทศดำเนินการตรวจวัดน้ำตามแผนของตนเองอย่างอิสระ

การแก้ไขเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความลักลั่นด้านมาตรฐาน เพราะเกณฑ์สารหนูในน้ำของเมียนมา (0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร) นั้นต่ำกว่ามาตรฐานของไทยถึง 5 เท่า (0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) การยอมรับร่างนี้จึงเท่ากับว่าไทยยอมให้มีการตรวจสอบแบบ “ต่างคนต่างทำ” ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว ยังเป็นการทำลายหลักการความร่วมมือข้ามพรมแดนที่ควรจะเป็น

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเพิ่ม “ระเบียบการปกปิดความลับ” และข้อกำหนดการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยร่างระบุว่าข้อมูลทุกประเภทที่แลกเปลี่ยนกันถือเป็นความลับ และการเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนจะต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่ายก่อน นี่คือการ “ปิดปากประชาชน" และละเมิดรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 59 ว่าด้วยสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือไม่? หากเกิดวิกฤติสารพิษรั่วไหลรุนแรง รัฐบาลไทยอาจไม่สามารถแจ้งเตือนชาวบ้านได้ทันท่วงทีเพียงเพราะต้องรอการอนุมัติจากฝั่งเมียนมา ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนนับล้านคนตลอดลุ่มน้ำ

นอกจากนี้ ในขณะที่รัฐบาลไทยดูเหมือนจะเร่งรัดให้มีการลงนามเพื่อเป็นผลงานในการต้อนรับผู้นำเมียนมา ข้อมูลในเวทีเสวนาได้ชี้ให้เห็นว่า ไทยเองมี “แต้มต่อทางเศรษฐกิจมหาศาล" ที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้บนโต๊ะเจรจาประเทศไทยคือ “ทางผ่านหลักในการนำเข้าแร่จากเมียนมาส่งไปยังจีน” ซึ่งมีมูลค่าเฉพาะปีที่ผ่านมาเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท อีกทั้งไทยยังเป็นผู้ส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีสำคัญอย่างโซเดียมไซยาไนด์เข้าไปสนับสนุนเหมืองแร่ในเมียนมา ซึ่งเป็นต้นตอของมลพิษ

หากรัฐบาลไทยมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ควรใช้โอกาสนี้เจรจาถึงการควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ใช่เพียงแค่การทำข้อตกลงตรวจน้ำที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและตัดองค์กรระหว่างประเทศออกไปเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (5 สิงหาคม 2569) รัฐบาลไทยได้มีมติเห็นชอบ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนาม เพื่อจัดตั้งกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

โดยรัฐบาลระบุว่า กลไกดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล การติดตามสถานการณ์ การแจ้งเตือน และการประสานมาตรการรับมือผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และประชาชนทั้งสองประเทศ อีกทั้ง ครม. ยังมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถปรับแก้ถ้อยคำใน TOR ที่ไม่ใช่สาระสำคัญได้โดยไม่ต้องเสนอ ครม. อีก เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว

ข้อสงสัยที่ผู้เขียนได้จากการฟังและพิจารณาข้อมูลในเวทีเสวนาสาธารณะ “TOR ไทย–เมียนมา ใครได้ ใครเสีย?” คือ การตัดสินใจแบบ “เซ็นไปก่อน แล้วค่อยแก้” อาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะประเมินค่าหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และทรัพยากรข้ามพรมแดน

ในวันที่ผู้นำเมียนมาเยือนไทย รัฐบาลไทยต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบระหว่างการสร้างภาพลักษณ์ของความสัมพันธ์ทางการทูต กับการคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลและความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบ TOR แล้ว แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า กลไกดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้จริงหรือไม่ และจะรับประกันความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะได้เพียงใด

หาก TOR กลายเป็นเพียงเครื่องมือในการติดตามผล โดยไม่มีกลไกจัดการต้นตอของมลพิษ หรือเปิดช่องให้การเข้าถึงข้อมูลของประชาชนถูกจำกัด ความร่วมมือครั้งนี้ก็อาจไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ในท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนคาดหวังไม่ใช่เพียงการมีข้อตกลงระหว่างสองประเทศ แต่คือความร่วมมือที่มีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก