ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าโลกกำลังก้าวข้ามจากยุค "โลกร้อน" สู่ภาวะ "โลกเดือด" โดยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญที่ 2 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศอย่างถาวร พร้อมเร่งให้เกิดปรากฏการณ์ "Climate Amplification" หรือการทวีความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติแบบทวีคูณ โดยเฉพาะผลกระทบจาก "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่กำลังคุกคามประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนเกิดผลกระทบเชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนทั้งไฟป่า ฝุ่นพิษ PM2.5 ภัยแล้ง และวิกฤติน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคเกษตร และภาคธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้ "ทีมเพื่อนธรณ์" นำโดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ จึงจัดงานเสวนา "ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ-มหันตภัยทวีคูณ" ณ SCBX Next Stage ชั้น 4 สยามพารากอน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมในการรับมือวิกฤติสิ่งแวดล้อม ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมอง ถอดรหัสความเสี่ยง คาดการณ์สถานการณ์ในอนาคต และนำเสนอแนวทางการปรับตัวของภาคประชาชน ภาคเกษตร และภาคธุรกิจต่อความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
มหันตภัย "3 เด้ง"
“ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สภาวะซูเปอร์เอลนีโญในรอบนี้จะมีความรุนแรงกว่าช่วงปี 2566-2567 ประมาณ 30-40% เนื่องจากอุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 2.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับรอบก่อนที่เพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส โดยสถานการณ์จะเริ่มเห็นผลชัดเจนในเดือนกันยายน และเข้าสู่ระดับความรุนแรงสูงสุดในช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป
วิกฤติครั้งนี้ถูกนิยามว่าเป็นสถานการณ์ "3 เด้ง" ที่ประเทศไทยต้องเผชิญพร้อมกัน ประกอบด้วย
- ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ
- สภาวะโลกเดือด
- ผลกระทบจากสงครามที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้า
"นี่จะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ เพราะซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดครั้งเดียวจบ แต่มันจะเกิดซ้ำและแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามสภาพโลกที่ร้อนขึ้น"
ในส่วนของภาคเมือง เช่น กรุงเทพมหานคร จะเกิดปรากฏการณ์ "โดมความร้อน" ทำให้ดัชนีความร้อน อาจพุ่งสูงถึง 50-54 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นจากการทำงานหนักของเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ภาคการเกษตรจะเผชิญกับสภาวะฝุ่นและภัยแล้งจัด โดยคาดการณ์ว่าปริมาณฝนจะหมดเร็วกว่าปกติภายในเดือนตุลาคมนี้
ด้านทรัพยากรทางทะเล “ผศ.ดร.ธรณ์” แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อภาวะปะการังฟอกขาวที่อาจได้รับความเสียหายสูงถึง 90% รวมถึงการตายของหญ้าทะเลเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่ร้อนจัด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางทะเลและรายได้ของชุมชนในพื้นที่
รับมือกับวิกฤติที่กำลังจะมาถึง “ผศ.ดร.ธรณ์” เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนเร่งกักเก็บน้ำต้นทุนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม เนื่องจากหลังจากนั้นจะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนักไปจนถึงกลางปีหน้า พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการ "รับมือรายครั้ง" เป็นการ "ปรับตัวเชิงโครงสร้าง" เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
แผนจัดการเชื้อเพลิงคนต้นน้ำ
“ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย” คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วง 2-20 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การดับไฟเพียงอย่างเดียว แต่คือการจัดการ "เชื้อไฟ" และเข้าใจประเภทของป่า
ซึ่งป่าในภาคเหนือกว่า 60% เป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่อยู่ใกล้เขตชุมชน ทำให้เมื่อเกิดการเผาไหม้จะกลายเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของกลุ่มเปราะบางอย่างรุนแรง
“ผศ.บรรจง” นำเสนอโมเดลการฟื้นฟูป่าโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ควบคู่กับการจัดการโดยชุมชน เช่น โครงการไม้ยืนต้นป่ายั่งยืน ที่ร่วมกับ สิงห์อาสา จากเดิมที่การปลูกป่าทั่วไปมีอัตรารอดเพียง 20-30% แต่โครงการนี้สามารถทำให้ต้นไม้มีอัตรารอดสูงกว่า 90% ด้วยการเลือกชนิดไม้ที่เหมาะสมและเข้าใจความชุ่มชื้นในพื้นที่ เพื่อให้ป่าทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนและช่วยลดความรุนแรงของสภาพอากาศในระยะยาว
"เราไม่สามารถแยกชุมชนออกจากป่าได้ การให้ชาวบ้านดูแลและได้รับประโยชน์จากป่าชุมชนภายใต้ พรบ. ป่าชุมชน จะเป็นโอกาสให้ธุรกิจและชุมชนร่วมกันฟื้นฟูธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน"
นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิด "บ้านต้านฝุ่น" ด้วยการปลูกต้นไม้ที่ช่วยดักจับฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมการใช้แอป FireD เพื่อบริหารจัดการการเผาในภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ แทนการใช้มาตรการห้ามเผาเพียงอย่างเดียว
น้ำ 3 สี ฟ้า-เขียว-เทา
“ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์” คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน นำเสนอแนวคิดการจำแนกประเภทน้ำเพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยแบ่งเป็น 1. น้ำสีฟ้า (น้ำผิวดิน) 2. น้ำสีเขียว (ความชื้นในดิน) และ 3. น้ำสีเทา (น้ำใช้แล้ว) ซึ่งปัจจุบันน้ำต้นทุนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
การรับมือวิกฤติภัยแล้งจึงต้องทำทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเฉพาะการเก็บกักน้ำก่อนสิ้นสุดฤดูฝนในเดือนตุลาคมเพื่อให้เพียงพอสำหรับ 6-8 เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ยังเสนอโมเดลการจัดการลำห้วยสาขาให้เป็นอ่างเก็บน้ำแบบปิดเพื่อกักเก็บน้ำในช่วงน้ำหลากไว้ใช้ในช่วงแล้ง และการใช้ระบบชลประทานขนาดเล็กแบบ "กองโจร" เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม พร้อมทั้งมองถึงอนาคตที่ประเทศไทยอาจต้องพิจารณาเทคโนโลยีการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เช่นเดียวกับในต่างประเทศหากวิกฤติน้ำทวีความรุนแรงขึ้นจนน้ำต้นทุนปกติไม่เพียงพอ
โมเดลแหล่งน้ำ 10 ชุมชนอีสาน
“ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม” สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น สะท้อนภาพความเจ็บปวดของเกษตรกรในภาคอีสานที่ต้องเผชิญกับดินเค็มและดินทรายที่ไม่เก็บกักน้ำ เมื่อเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ พื้นที่การเกษตรจะเปลี่ยนเป็นสีขาวจากคราบเกลือและต้นข้าวที่แห้งตาย
จึงได้มีการทำงานร่วมกับ สิงห์อาสา ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี โดยเน้นกระบวนการทำงานเชิงรุกที่มีการวางแผนและวิเคราะห์พื้นที่ร่วมกันล่วงหน้า เพื่อชี้เป้าพิกัดที่จะเกิดวิกฤติหนักที่สุดให้แม่นยำก่อนเริ่มโครงการ การทำงานร่วมกันนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ ข้อมูลทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ จากหน่วยงานระดับโลกอย่าง NOAA และ NASA มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลดินและน้ำในพื้นที่เพื่อประกอบการตัดสินใจ
โดยมุ่งเน้นการพัฒนาในพื้นที่สาธารณประโยชน์ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมและป้องกันความขัดแย้งในชุมชน ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนคือการสร้างสระน้ำชุมชนขนาดเล็ก (3-4 ไร่) ในพื้นที่ดินทรายของภาคอีสาน มีความสำคัญมากในการช่วยชะลอน้ำและเก็บสำรองไว้ใช้
"ผศ.มัลลิกา" กล่าวด้วยว่า การปรับตัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภาคเกษตรกรรม แต่คนเมืองก็ต้องเริ่มตระหนักและกักเก็บน้ำใช้เองรวมถึงเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้านเพื่อช่วยลดความร้อนและรับมือกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นซ้ำและถี่ขึ้นทุก ๆ 5 ปี
การร่วมมือกันระหว่างนักวิชาการ หน่วยงานเอกชน และชุมชนในลักษณะที่ ผศ.มัลลิกาเรียกว่า "การปรับตัวแบบไม่เจ็บปวด" จึงเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดภายใต้สภาวะอากาศที่สุดขั้วนี้



