เหตุการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อความพยายามในการอนุรักษ์สัตว์ป่า นักวิจัยและนักอนุรักษ์ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ในการเข้าถึงพื้นที่คุ้มครอง เพื่อสำรวจประชากรสัตว์ป่าที่กำลังเผชิญกับอันตรายจากการทิ้งระเบิดและการสู้รบ
อิหร่าน เป็นประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่หลากหลาย อีกทั้งยังตั้งอยู่ระหว่างยูเรเซียและแอฟริกา กินพื้นที่ตั้งแต่อ่าวเปอร์เซีย ไปจนถึงแนวเทือกเขาซากรอส และเทือกเขาอัลโบร์ซ ล้วนเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติและเป็นจุดพักสำคัญของนกอพยพ แต่สงครามได้ทำลายถิ่นที่อยู่ของสัตว์เหล่านี้
ขณะเดียวกัน การโจมตีทางอากาศ เกิดขึ้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของ “เหยี่ยวซาเคอร์” (Saker falcon) และ “เหยี่ยวชาฮีน” (red-naped Shaheen falcon) ซึ่งเป็นหนึ่งในนกที่บินเร็วที่สุดในโลก แรงระเบิดและความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นใกล้ฐานทัพทหาร ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการวางไข่และการเลี้ยงลูกนกในรังที่ตั้งอยู่ตามหน้าผา
เรซา เคียมาร์ซี สัตวแพทย์และนักวิจัยนกล่าเหยื่อ กล่าวถึงภารกิจตรวจสอบรังนกท่ามกลางสถานการณ์สงครามว่า “มันเป็นการปีนที่ยาวนานถึงตีนเขา และจากนั้นเราต้องปีนหน้าผาเพื่อไปให้ถึงรัง” แม้เขาจะพบว่านกยังคงอยู่ในรัง แต่เขายังต้องประเมินต่อไปว่าเสียงระเบิดและการสั่นสะเทือนส่งผลกระทบระยะยาวอย่างไร
นอกจากนี้ การโจมตีฐานทัพทหารในพื้นที่ห่างไกล ยังก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม แจมชิด พาร์ชิซาเดห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าอิหร่านระบุว่า “การโจมตีเหล่านี้ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำและดิน รวมถึงการทำลายสิ่งปกคลุมดิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อถิ่นที่อยู่ของเสือชีตาห์และสัตว์นักล่าอื่น ๆ”
เสียงระเบิดยังส่งผลให้สัตว์ป่าขนาดใหญ่เกิดความตื่นตระหนก จนทำให้สัตว์ป่าต้องเตลิดหนีออกจากพื้นที่ปลอดภัย พาร์ชิซาเดห์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “การทิ้งระเบิดสร้างความรบกวนแก่หมีและเสือดาวที่อาศัยอยู่ในภูเขา และสัตว์เหล่านั้นอาจละทิ้งพื้นที่ดังกล่าวไปตลอดกาลเนื่องจากความหวาดกลัว”
ส่วนการสู้รบในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ยังทำให้การเข้าถึงเกาะสำคัญทางชีวภาพเป็นไปได้ยาก มีรายงานว่าคราบน้ำมันได้ไหลไปถึงเกาะชิดวาร์ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่สำคัญของเต่าทะเลและนกนับหมื่นตัว ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ วิกฤติเศรษฐกิจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก ผ่านไปไม่ถึงปีดี ค่าเงิน “เรียลอิหร่าน” ตกลงไปกว่าครึ่ง สิ่งนี้กลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบล่าเหยี่ยวซาเคอร์ เพื่อส่งไปขายให้กับลูกค้าในแถบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจ่ายด้วยเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงกว่า
ข้อมูลจาก กรมสิ่งแวดล้อมของอิหร่าน ในปี 2024 ระบุว่า มีสัตว์อย่างน้อย 86 ชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ รายชื่อดังกล่าวรวมถึง เสือชีตาห์เอเชีย (Asiatic cheetah), กวางฟัลโลว์เปอร์เซีย (Persian fallow deer), หมีน้ำตาล (brown bear), เสือดาวเปอร์เซีย (Persian leopard), หมีดำ (black bear) และนกตะกรุมยักษ์ (great bustard)
อิมาน เอบราฮิมี ผู้ก่อตั้ง AvayeBoom องค์กรอนุรักษ์ แสดงความกังวลว่า “เราและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านการอนุรักษ์อื่น ๆ จะทำงานต่อไปได้อีกนานแค่ไหน เรากำลังรออยู่ทุกขณะเพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
นอกจากนี้ นักอนุรักษ์และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ทุรกันดารยังตกอยู่ในอันตราย จากการถูกระบุตัวผิดว่าเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ทำให้การลาดตระเวนเพื่อป้องกันการล่าสัตว์และการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่คุ้มครองลดลงอย่างมาก
ช่างภาพสัตว์ป่ารายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม กล่าวว่า “อันตรายที่แท้จริงอย่างหนึ่งในการปกป้องสิ่งแวดล้อมคือการที่ผู้คนสูญเสียการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ” เนื่องจากการคุมเข้มด้านความมั่นคงในพื้นที่คุ้มครองที่อยู่ใกล้จุดยุทธศาสตร์ทหาร
สงครามในครั้งนี้ ยังผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความพยายามในการอนุรักษ์ “เสือชีตาห์เอเชีย” ซึ่งเป็นสัตว์ตระกูลแมวใหญ่ที่หายากที่สุดในโลกและมีจำนวนเหลืออยู่ในธรรมชาติไม่ถึง 30 ตัว แม้ว่าก่อนเกิดสงครามจะมีข่าวดีจากการพบแม่เสือชีตาห์พร้อมลูกถึง 5 ตัวเป็นครั้งแรก แต่การปะทะกันทางทหารได้กลายเป็นอุปสรรคใหม่ที่ทำให้ความหวังในการฟื้นฟูประชากรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน พื้นที่ที่ถูกโจมตีทางอากาศมักตั้งอยู่ในจังหวัดที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญของเสือชีตาห์ เช่น เซมนัน และอิสฟาฮาน ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมที่เสือชีตาห์อาศัยอยู่ได้รับความเสียหายและถูกรบกวนอย่างหนัก
นักวิจัยไม่สามารถเก็บข้อมูล สำหรับงานวิจัยที่จำเป็นต่อการรอดชีวิตของเสือชีตาห์ โดยรัฐบาลได้สั่งจำกัดการเข้าพื้นที่คุ้มครองและการทำวิจัยภาคสนามอย่างเข้มงวดด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง การปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในประเทศยังทำให้ระบบติดตามออนไลน์และอุปกรณ์ดักถ่ายภาพอัตโนมัติ ไม่สามารถส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปลอกคอจีพีเอส หรืออุปกรณ์ผ่านดาวเทียม เพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของเสือชีตาห์ได้ เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจารกรรมข้อมูลทางทหาร
วิกฤตเศรษฐกิจและการถูกคว่ำบาตรซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากสภาวะสงคราม เป็นอีกอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางงบประมาณสนับสนุนงานอนุรักษ์สัตว์ป่า การคว่ำบาตรจากนานาชาติทำให้องค์กรท้องถิ่นไม่สามารถรับเงินทุนจากต่างประเทศได้ ส่งผลให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น รั้วกันถนนเพื่อป้องกันเสือถูกรถชน ซึ่งเป็นสาเหตุการตายหลักของเสือชีตาห์ ต้องหยุดชะงักลง
สถานการณ์ปรกติ มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศทำให้องค์กรอนุรักษ์ในอิหร่านไม่สามารถรับเงินสนับสนุนจากผู้บริจาคต่างชาติได้อยู่แล้ว เมื่อเจอกับวิกฤติค่าเงิน ยิ่งทำให้นักอนุรักษ์ในพื้นที่ทำงานได้ยากลำบากกว่าเดิม
ต่อให้สงครามสิ้นสุดลงแล้ว รัฐบาลย่อมมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคมากกว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติ งบประมาณของรัฐที่เคยมีให้อย่างจำกัดสำหรับการอนุรักษ์เสือชีตาห์เอเชียมีแนวโน้มจะถูกตัดออกไปทั้งหมดเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลาย สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้เกิดภาวะ “ปีที่สาบสูญ” ซ้ำรอยเหตุการณ์ความวุ่นวายในอดีต ซึ่งเคยทำให้งานอนุรักษ์หยุดชะงักจนสัตว์หายากชนิดนี้เกือบจะสูญพันธุ์ไปจากโลกอย่างถาวร
ที่มา: AP News, Mongabay, The Economic Times, The Washington Post, The Week



