“ออสเตรเลีย” มีสถิติประชาชนพบเจอและถูก “ฉลาม” ทำร้ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกับตัวเลขระดับโลกยังคงที่ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ชายฝั่งบางแห่งกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยมากขึ้น
ในขณะที่ค่าเฉลี่ยการถูกฉลามกัดทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 72 ครั้งต่อปี ซึ่งไม่ต่างจากค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปีนัก แต่ในออสเตรเลียกลับมีตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่มีเหตุการณ์เฉลี่ย 12 ครั้งต่อปีในช่วงทศวรรษ 2000 เพิ่มขึ้นเป็น 21 ครั้งต่อปีในทศวรรษนี้ และบางแหล่งข้อมูลระบุว่าอาจสูงถึง 29 ครั้งต่อปีในช่วงสิบปีล่าสุด
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังจับตามอง คือ “ปรากฏการณ์ฝนตกหนักรุนแรง” (Extreme rainfall) ซึ่งเป็นผลมาจากชั้นบรรยากาศที่อุ่นขึ้น จนสามารถกักเก็บความชื้นได้มากกว่าเดิม เมื่อเกิดฝนตกหนักรุนแรง น้ำฝนจะชะล้างสิ่งปฏิกูลและขยะจากบนบกลงสู่ทะเล ซึ่งดึงดูดปลาที่เป็นเหยื่อของฉลามเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ส่งผลให้ฉลามตามเข้ามาในพื้นที่ที่มีผู้คนเล่นน้ำอยู่
นอกจากนี้ ตะกอนที่มากับน้ำท่วมยังทำให้น้ำทะเลขุ่นมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทัศนวิสัยของฉลาม เมื่อฉลามมองเห็นได้ไม่ชัดเจน พวกมันอาจเกิดความสับสนและกัดมนุษย์โดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นแมวน้ำหรือปลาที่เป็นอาหารของพวกมัน
เมื่อช่วงต้นปี 2026 ซิดนีย์มีคนโดนฉลามกัดถึง 4 คนในเวลาเพียง 48 ชั่วโมงหลังฝนตกหนัก โดยชาร์ลี ฮูฟเนียร์ส ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยทางทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส ระบุว่า ปริมาณฝนที่ตกหนักมีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้ฉลามเข้ามาอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น
ปัจจัยด้านอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นก็มีผลไม่แพ้กัน เพราะฉลามหลายสายพันธุ์ที่ทำอันตรายต่อมนุษย์ ได้แก่ ฉลามขาว ฉลามเสือ และฉลามหัวบาตร ชอบน้ำอุ่น ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น จะทำให้ฉลามมีพื้นที่หาอาหารเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้มันอยู่อาศัยอยู่ในบางพื้นที่นานกว่าปรกติ นอกจากนี้การอพยพของวาฬหลังโหนกพิ่มจำนวนขึ้น ก็อาจเปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนที่ของฉลามด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้นและการทำกิจกรรมทางน้ำที่แพร่หลายก็เป็นอีกปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีคนลงไปในน้ำในพื้นที่ที่เป็นถิ่นอาศัยของฉลามมากขึ้น โอกาสในการเผชิญหน้าย่อมสูงขึ้นตามลำดับ แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าประชากรฉลามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามที่หลายคนเข้าใจผิดก็ตาม
ประเด็นเรื่องความปลอดภัย จึงกลายเป็นที่ถกเถียงในแวดวงการเมืองของออสเตรเลีย โทนี แอ็บบอตต์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและนักเซิร์ฟตัวยง เป็นหนึ่งในผู้ที่เรียกร้องให้มี “การกำจัดฉลาม” อย่างเป็นระบบเพื่อลดความเสี่ยงให้กับประชาชนทุกครั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
ในทางกลับกัน นักวิทยาศาสตร์หลายคนคัดค้านแนวคิดการกำจัดฉลาม โดยมองว่าเป็นการทำลายระบบนิเวศ เพราะฉลามมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของมหาสมุทร และช่วยเพิ่ม “บลูคาร์บอน” หรือคาร์บอนที่กักเก็บในมหาสมุทร ซึ่งช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ การกำจัดฉลามในพื้นที่หนึ่งไม่ได้ผลยั่งยืน เพราะฉลามตัวอื่นก็จะเข้ามาแทนที่ในที่สุด
ปัจจุบันทางการออสเตรเลียได้นำเทคโนโลยีอย่างโดรน มาใช้ลาดตระเวนทางอากาศเพื่อตรวจจับฉลามและเตือนภัยนักท่องเที่ยวแทนการใช้ตาข่ายดักฉลามที่มีความขัดแย้งสูง เพราะตาข่ายเหล่านั้นมักดักสัตว์ทะเลชนิดอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจนตายเป็นจำนวนมาก
ท้ายที่สุด นีล แฮมเมอร์ชแล็ก ผู้อำนวยการมูลนิธิวิจัยฉลาม ย้ำว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับฉลามยังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก และแนะนำให้ผู้คนรู้จัก “ฉลาดรับมือฉลาม” (Shark Smart) โดยกล่าวว่า “ผู้คนไม่ควรตระหนก แต่ควรเรียนรู้วิธีการหลีกเลี่ยง เช่น ไม่ว่ายน้ำในช่วงรุ่งเช้าหรือพลบค่ำซึ่งเป็นเวลาที่ฉลามหากิน เพื่อให้มนุษย์และฉลามสามารถอยู่ร่วมกันในโลกที่สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงไป”
ที่มา: Scientific American, The Guardian, The Week


