วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ไมโครพลาสติก’ ในอากาศ ดูดความร้อน ดันโลกร้อนรุนแรงขึ้น เท่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน 200 แห่ง

เราทราบกันมานานแล้วว่า “ไมโครพลาสติก” ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร น้ำ และอากาศที่เราหายใจ แต่งานวิจัยล่าสุดพบว่า เศษพลาสติกขนาดจิ๋วที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศเหล่านี้ กำลังกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นอย่างรุนแรง

ผลการวิจัยของ ดรูว์ ชินเดลล์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์โลกจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ระบุว่า ไมโครพลาสติกในอากาศทำหน้าที่ดูดซับแสงอาทิตย์และกักเก็บความร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับที่วัดได้จริง

ในอดีต แบบจำลองสภาพภูมิอากาศมักมองว่า ไมโครพลาสติกในอากาศจะไม่มีสี ดังนั้นจึงควรจะสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศและช่วยสร้างความเย็นเพียงเล็กน้อย แต่งานวิจัยนี้ลบความเชื่อเดิมนั้นทิ้งไป โดยชี้ให้เห็นว่า “สี” ของพลาสติก เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พลาสติกเหล่านี้กลายเป็นตัวดักจับความร้อนแทน

จากการทดลองในห้องปฏิบัติการร่วมกับการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ทีมวิจัยพบว่าไมโครพลาสติกมีสีสันที่หลากหลาย และสีเหล่านี้จะยิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อพลาสติกสลายตัวตามกาลเวลา พลาสติกที่มีสีดำ เหลือง น้ำเงิน และแดง สามารถดูดซับแสงอาทิตย์ได้รุนแรงกว่าพลาสติกสีขาวหรือพลาสติกบริสุทธิ์ถึง 75 เท่า

ขอบเขตของผลกระทบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยไมโครพลาสติกที่มีสีเหล่านี้สามารถดูดซับความร้อนได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16% เมื่อเทียบกับคาร์บอนดำหรือเขม่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสารที่ทำให้โลกร้อนที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จัก

ศ.ชินเดลล์ได้เปรียบเทียบว่า ผลกระทบจากไมโครพลาสติกในอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สร้างภาวะโลกร้อนได้เทียบเท่ากับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน 200 แห่งในแต่ละปี แม้เขาจะยอมรับว่า ต่อให้กำจัดไมโครพลาสติกออกไปจากชั้นบรรยากาศได้หมด ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ นับเป็นการช่วยบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนไดออกไซด์

ไมโครพลาสติกที่ลอยอยู่ในอากาศ ส่วนใหญ่มาจากมหาสมุทร โดยเฉพาะบริเวณวงวนใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ (North Pacific Gyre) ซึ่งเป็นระบบกระแสน้ำขนาดใหญ่ที่ “แพขยะใหญ่แปซิฟิก” (Great Pacific Garbage Patch) เมื่อคลื่นแตกตัว ละอองน้ำทะเลจะพัดพาอนุภาคไมโครพลาสติกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง 

ศ.ชินเดลล์กล่าวว่า “เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า โดยรวมแล้วพวกมันเป็นตัวการทำให้โลกร้อน สำหรับผม” 

ทางด้าน หงโป ฟู ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นและผู้ร่วมวิจัย ได้กล่าวเสริมว่า การค้นพบนี้เผยให้เห็นถึง จุดเชื่อมโยงระหว่างพลาสติกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ถูกละเลยมานาน เขาย้ำว่าพลาสติกไม่ได้เป็นเพียงมลพิษในสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ตัวกระตุ้นความร้อนในชั้นบรรยากาศ” อีกด้วย

ปรากฏการณ์นี้ สร้างวงจรป้อนกลับที่ไม่เคยมีใครเชื่อมโยงมาก่อน นั่นคือมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรส่งผ่านโดยตรงไปยังมลพิษพลาสติกบนท้องฟ้า ซึ่งกลับมาเร่งให้เกิดความร้อนสะสมบนโลก ความซับซ้อนนี้ทำให้การคำนวณผลกระทบที่แน่นอนทำได้ยาก เนื่องจากรูปร่าง ขนาด และสีของพลาสติกในโลกแห่งความเป็นจริงมีหลากหลายเกินกว่าจะคาดเดาได้ง่าย

อันเดรียส สโตล ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเวียนนา ผู้ที่เป็นผู้ประเมินงานวิจัยให้ความเห็นว่า นี่คือการศึกษาที่หนักแน่น อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่าความไม่แน่นอนในการวัดระดับไมโครพลาสติกในอากาศยังมีอยู่มาก เนื่องจากเทคนิคการวัดในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีวิธีการมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก

หงโป ฟู ยังเรียกร้องให้คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า “งานของเราเสนอว่าแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง และ IPCC ควรรับทราบเรื่องนี้ เพื่อให้การประเมินสถานการณ์โลกมีความแม่นยำมากขึ้น”

หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแทรกแซงอย่างจริงจัง การรั่วไหลของพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อมอาจเพิ่มขึ้นถึง 50% จากระดับในปี 2020 และอาจสูงถึง 30 ล้านตันภายในปี 2040 ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาความร้อนสะสมในชั้นบรรยากาศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นตามปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น

สตีฟ อัลเลน นักวิจัยไมโครพลาสติกจากองค์กร Healthy Earth ให้ความเห็นว่า ผลลัพธ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดการพึ่งพาพลาสติก ซึ่งมักผลิตจากผลพลอยได้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยสรุปว่า “เราสามารถลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ด้วยการกำจัดพลาสติกออกไปจากชีวิตของเรา”

นักวิจัยหวังว่า ผลการวิจัยนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามในสนธิสัญญาพลาสติกแห่งสหประชาชาติ เพื่อยุติมลพิษพลาสติกอย่างถาวร เพราะในการจะบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสจำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือที่มีอยู่  เพื่อปกป้องอนาคตของโลกใบนี้


ที่มา: EarthScienctific AmericanThe Washington Post