เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 "ดร.สืบสกุล กิจนุกร" นักวิชาการและอาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่มุ่งเน้นงานวิจัยและการขับเคลื่อนสังคมในประเด็นสิทธิมนุษยชน ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และการเยียวยาจิตใจในชุมชน ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำสายหลักจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประชาชนในหลายจังหวัดอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอ 11 แนวทางเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ผู้นำในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนกลายเป็นประเด็นวิกฤติที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี ซึ่งพบการปนเปื้อนสารโลหะหนักสะสมจากการทำเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนในประเทศเมียนมา "ดร.สืบสกุล" ได้ระบุในจดหมายเปิดผนึกว่า การดำเนินงานของภาครัฐที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความล่าช้าและยังขาดประสิทธิภาพในการกดดันประเทศต้นทางอย่างเมียนมาและจีนให้แสดงความรับผิดชอบ
(ลิงค์: จดหมายต้นฉบับ)
ลำดับเหตุการณ์ในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ
จากข้อมูลในจดหมายเปิดผนึก ระบุว่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2568 แต่ความคืบหน้าในทางปฏิบัตินั้นยังคงถูกตั้งคำถาม โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้
- 20 สิงหาคม 2568: มีการประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมา ณ เมืองหลวงของเมียนมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานเชิงเทคนิคเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาได้ปฏิเสธการลงพื้นที่ตรวจสอบในบริเวณเหมืองแร่ โดยอ้างเหตุผลด้านความอ่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ
- 17 มีนาคม 2569: คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน
- 10 เมษายน 2569: นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยระบุว่าการทำเหมืองแร่เถื่อนในประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นภัยความมั่นคงของชาติ และไทยต้องมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค
- 20-24 เมษายน 2569: ภายหลังการสั่งการของนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมแก้ไขปัญหา PM 2.5 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปพบพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา เพื่อเร่งรัดการแต่งตั้งคณะทำงานเทคนิคร่วมในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ
- 12 กรกฎาคม 2569: ล่าสุด นายสีหศักดิ์ได้เสนอให้มีการลงพื้นที่ร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของทั้งสองประเทศ เพื่อประเมินสถานการณ์ปัญหาอย่างใกล้ชิด
แม้จะมีการเคลื่อนไหวในระดับนโยบาย แต่ "ดร.สืบสกุล" ชี้ว่า การเจรจาที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลเมียนมาและจีนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผลกระทบในพื้นที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น
วิกฤติเศรษฐกิจท้องถิ่นและผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร
จดหมายเปิดผนึกได้ตีแผ่ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โดยแบ่งออกเป็นหลายมิติที่น่ากังวล ดังนี้
1. ความเสียหายทางเศรษฐกิจและสุนทรียภาพ: สภาพแม่น้ำกกในพื้นที่ "หาดเชียงราย" ที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ปัจจุบันมีสภาพขุ่นข้นและเต็มไปด้วยตะกอนโลหะหนัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการแพร้านอาหารต้องสูญเสียรายได้เนื่องจากประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้บริการ นอกจากนี้ กิจกรรมซุ้มอาหารในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ต้องยุติลงต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีแล้ว
2. การปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม: ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในดินเกษตรกรรมบริเวณลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสาย จังหวัดเชียงราย แม้จะมีการเก็บผลการตรวจเป็นความลับ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าโลหะหนักได้แพร่กระจายเข้าสู่ชั้นดินที่ใช้ปลูกข้าวและพืชผลทางการเกษตรแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรกว่า 100,000 ไร่ที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำเหล่านี้ในการทำนา
3. ความปลอดภัยของอาหารและสัตว์น้ำ: กรมประมงตรวจพบการสะสมของตะกั่ว แคดเมียม และปรอทในปลาในปริมาณที่น่าเป็นห่วง จนนำไปสู่คำแนะนำให้ประชาชนงดบริโภคเครื่องในปลา ขณะที่กรมอนามัยได้ประกาศเตือนให้งดบริโภคกุ้งและหอยในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง เนื่องจากเป็นสัตว์หน้าดินที่มีโอกาสสะสมมลพิษจากตะกอนสูง
4. วิกฤติน้ำอุปโภคบริโภคและภาระงบประมาณ: สถานการณ์ความปนเปื้อนส่งผลให้รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาล โดยล่าสุดสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการงบประมาณปี 2570 จำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อให้การประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ทดแทนแม่น้ำกก เนื่องจากน้ำประปาเดิมตรวจพบสารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และแบเรียม ปนเปื้อนไปถึงบ้านเรือนประชาชนกว่า 40,000 ครัวเรือนในตัวเมืองเชียงราย นอกจากนี้ยังมีประชาชนในอำเภอแม่สาย เชียงแสน และเชียงของ อีกกว่า 30,000 ครัวเรือนที่ยังต้องทนใช้น้ำปนเปื้อนโดยไม่มีแหล่งน้ำสำรอง
ความล้มเหลวทางการทูตและเสียงสะท้อน UN
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการในจดหมายฉบับนี้คือความเหลื่อมล้ำในการตอบสนองต่อกลไกระหว่างประเทศ โดย "ดร.สืบสกุล" ระบุว่า กลุ่มทำงานแห่งสหประชาชาติ (UN Working Group) ได้สอบถามข้อมูลไปยังรัฐบาลไทย จีน และเมียนมา เกี่ยวกับปัญหานี้ ซึ่งทางรัฐบาลเมียนมาได้ตอบกลับโดยปฏิเสธการมีอยู่ของเหมืองแร่หายากและยืนยันว่าคุณภาพน้ำเป็นไปตามมาตรฐาน ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้มีการตอบคำถามใด ๆ ต่อ UN แม้แต่ข้อเดียว ซึ่งแสดงถึงความอ่อนด้อยในมิติด้านการทูตสิ่งแวดล้อม
11 ข้อเสนอเพื่อทางออกอย่างยั่งยืน
เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ "ดร.สืบสกุล" ได้ส่งข้อเสนอ 11 ข้อต่อนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
- มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ: ยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาทั้งหมด เพื่อบีบให้เมียนมาและจีนเข้าสู่การเจรจา เนื่องจากไทยเป็นทางผ่านสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่ (Critical Mineral) เช่น พลวง ดีบุก และทองแดง ไปยังประเทศจีน
- ยุติการสนับสนุนการทำเหมือง: ระงับการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมืองแร่ไปยังเมียนมา เพื่อไม่ให้ไทยมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและละเมิดสิทธิมนุษยชน
- ยกระดับการเจรจา: จัดการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างไทย เมียนมา และจีน เพื่อหาทางยุติเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา
- กลไกการทำงานระดับชาติ: จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่รวมภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน
- งบประมาณและการเฝ้าระวัง: จัดสรรงบกลางให้จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และระนอง เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพประชาชน
- ความโปร่งใสของข้อมูล: สั่งการให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบโลหะหนักอย่างตรงไปตรงมาตาม "สิทธิที่จะรู้" (Right to Know) ของประชาชน และจัดทำแผนที่ความเสี่ยง
- เพิ่มศักยภาพการตรวจวิเคราะห์: จัดตั้งศูนย์ตรวจสารโลหะหนักในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เพื่อลดระยะเวลาการรอผลตรวจจากเดิมที่ต้องส่งไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลานานถึง 30 วัน
- ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ: เร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและการเกษตร
- ความรับผิดชอบต่อสากล: เร่งตอบคำถามและประสานงานกับ UN Working Group เพื่อแสดงความโปร่งใสในนโยบายของไทย
- ตระหนักถึงความเร่งด่วน: ขอให้ภาครัฐยอมรับว่าปัญหานี้เป็นวิกฤติที่สะสมและจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป
- การลงพื้นที่จริง: เชิญรัฐมนตรีและคณะลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และระนอง เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง
จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้สะท้อนสำคัญจากภาควิชาการที่ย้ำเตือนว่า ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียง "ทางผ่านของแร่ที่มาจากเหมืองที่ก่อมล" แต่ควรแสดงบทบาทในการปกป้องสิทธิของประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากการแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติที่ขาดความรับผิดชอบ การตัดสินใจของรัฐบาลในช่วงเวลาต่อจากนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องเผชิญกับมลพิษข้ามพรมแดนมาอย่างยาวนาน



