วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘โลกร้อน’ กระทบ ‘การบิน’ เจอหลุมอากาศรุนแรงบ่อย อากาศร้อนเครื่องบินขึ้นลำบาก

หากคุณรู้สึกว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินในปัจจุบัน ไม่ราบเรียบและราบรื่นเหมือนเมื่อก่อน คุณไม่ได้คิดไปเอง เพราะ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” กำลังทำให้ชั้นบรรยากาศที่เครื่องบินใช้สัญจรมีความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเรดดิง พบว่า “ลมเฉือน” มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นถึง 27% ภายในปี 2100 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนที่และระดับความสูงของเครื่องบิน และชั้นบรรยากาศจะมีความเสถียรลดลงถึง 20% ทำให้เที่ยวบินที่ปั่นป่วนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของการเดินทาง

 

หลุมอากาศเกิดบ่อยขึ้น

ภัยเงียบที่น่ากังวลที่สุดคือ “หลุมอากาศ” หรือ CAT (Clear-Air Turbulence) ซึ่งมักเกิดขึ้นในสภาพอากาศใส ที่ระดับความสูงเกิน 15,000 ฟุต และไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเรดาร์ตรวจอากาศแบบดั้งเดิมเหมือนพายุทั่วไป สถิติตั้งแต่ปี 1979 พบว่าหลุมอากาศประเภทนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง 55% ในเส้นทางเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก และ 41% ในอเมริกาเหนือ 

หากอุณหภูมิโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราความรุนแรงของหลุมอากาศอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในกลางศตวรรษนี้ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับสายการบินทั่วโลกเป็นอย่างมาก

ในปี 2024 เที่ยวบิน SQ321 ของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เจอกับหลุมอากาศขณะที่บินอยู่เหนือเมียนมา ทำให้เครื่องบินได้ลดระดับลงอย่างกะทันหันถึง 178 ฟุต คิดเป็นความสูงประมาณตึก 19 ชั้น ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที  แรงเหวี่ยงดังกล่าวทำให้ผู้โดยสารที่ไม่ได้รัดเข็มขัดถูกกระแทกเข้ากับเพดานและช่องเก็บสัมภาระอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายและมีผู้บาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก รวมถึงบางรายต้องกลายเป็นอัมพาต

ซาฟราน อัซเมียร์ หนึ่งในผู้โดยสารบนเที่ยวบินนั้นเล่าถึงวินาทีชีวิตว่า “ใครก็ตามที่ไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยจะถูกเหวี่ยงขึ้นไปบนเพดานทันที ผมเห็นคนลอยไปในอากาศกระแทกกับช่องเก็บสัมภาระจนเป็นรอยบุบ” ความรุนแรงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแม้ในวันที่ท้องฟ้าดูแจ่มใส แต่อากาศที่เคลื่อนที่อย่างบ้าคลั่งก็สามารถเปลี่ยนสภาพเครื่องบินให้เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ได้ในพริบตา

พอล วิลเลียมส์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยเรดดิง ให้ความเห็นว่า ตั้งแต่ปี 1979 ลมเฉือนเพิ่มขึ้น 15% ส่งผลให้หลุมอากาศที่รุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 55% ดังนั้นในช่วงปลายศตวรรษนี้ เราอาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ปั่นป่วนกว่าเดิมหลายเท่าตัว เขายังตั้งข้อสังเกตว่ามาตรฐานการรับรองความปลอดภัยของเครื่องบินในปัจจุบันยังอิงตามข้อมูลจากยุค 1960 ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับสภาพโลกในปี 2050

 

อากาศร้อนสุดขั้ว จนเครื่องบินขึ้นไม่ได้

ความร้อนสุดขั้ว” กลายเป็นปัจจัยใหม่ที่ทำให้เครื่องบินถูกสั่งระงับการบินบ่อยขึ้น เนื่องจากอากาศร้อนมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศเย็น ส่งผลให้แรงยกและกำลังของเครื่องยนต์ลดลง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในช่วงการทะยานขึ้นจากพื้นดิน ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในสนามบินที่มีระดับความสูงเหนือน้ำทะเลมากอย่างท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์ สนามบินที่ใหญ่และคึกคักที่สุดในรัฐโคโลราโดของสหรัฐ ซึ่งมีความหนาแน่นของอากาศต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

เคทลิน ไกเซอร์ นักอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า เครื่องบินแต่ละประเภทมีขีดจำกัดอุณหภูมิที่แตกต่างกัน โดยเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่มักจะบินได้อย่างปลอดภัยที่อุณหภูมิไม่เกิน 52 องศาเซลเซียส หากความร้อนสูงเกินพิกัด สายการบินจำเป็นต้องลดน้ำหนักบรรทุกลง เช่น การลดจำนวนผู้โดยสาร การจำกัดสัมภาระ หรือแม้แต่การเลื่อนเที่ยวบินไปในช่วงที่อากาศเย็นกว่าเพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน สภาพอากาศเลวร้ายและไม่สามารถคาดเดาได้เกิดขึ้นบ่อยมากขึ้น จนทำให้การจัดลำดับการบินล้มเหลว เกิดปรากฏการณ์ “Airplane Purgatory” ขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นสภาวะที่ผู้โดยสารต้องติดอยู่บนเครื่องบินที่จอดนิ่งอยู่บนรันเวย์หรือลานจอดเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่สามารถลงจากเครื่องได้ ในปี 2025 สหรัฐพบการเลื่อนเที่ยวบินนานกว่า 3 ชั่วโมงบนรันเวย์สูงถึงกว่า 700 ครั้ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบทศวรรษ 

นิโคลัส ฟลอร์โก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางระบุว่า “สายการบินมักจะกักผู้โดยสารไว้บนเครื่อง เพื่อให้พร้อมบินทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย แต่สิ่งนี้กลับสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้โดยสารอย่างมาก” 

สมาคมการบินแห่งอเมริกายอมรับว่า “รูปแบบอากาศที่รุนแรงและคาดเดาไม่ได้มากขึ้นส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินการของสนามบินและการจราจรทางอากาศ

 

ใช้เอไอช่วยแก้ปัญหา

เพื่อรับมือกับท้องฟ้าที่อันตรายขึ้น สายการบินต่าง ๆ เริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ เช่น ออล นิปปอน แอร์เวย์ หรือ ANA ที่ใช้เอไอทำนายหลุมอากาศด้วยความแม่นยำถึง 86% ขณะที่บริติช แอร์เวย์ ใช้ระบบ Flight Watch เพื่อแสดงผลเส้นทางบินและพื้นที่เสี่ยงภัยแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การสื่อสารกับหอบังคับการบินรวดเร็วขึ้น

กัปตันฮัสซัน อัลฮัมมาดี รองประธานฝ่ายปฏิบัติการบินของเอมิเรตส์กล่าวว่า “แม้เราจะไม่สามารถรับประกันเที่ยวบินที่ไร้ความปั่นป่วนได้ 100% แต่การริเริ่มใช้เทคโนโลยีเอไอ ได้ช่วยลดอุบัติเหตุจากหลุมอากาศที่รุนแรงและไม่คาดคิดลงได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา”

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการบินยังพยายามแบ่งปันข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Turbulence Aware ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเซนเซอร์บนเครื่องบินนับล้านรายงานต่อปี ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อให้นักบินลำอื่นได้รับรู้ถึงตำแหน่งของหลุมอากาศทันที แทนที่จะรอการแจ้งเตือนด้วยเสียงซึ่งมักจะช้าเกินไปและไม่แม่นยำ

ลาร์รี คอร์นแมน นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติ (NCAR) ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์วัดอัตราการสลายตัวของกระแสลมหมุน (EDR) กล่าวว่า “เป้าหมายในอนาคตคือการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยนักบินจะเห็นหน้าจอที่แสดงแถบสีบอกเส้นทางบินที่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ ช่วยลดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้าย”

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่อย่าง Boeing ก็กำลังใช้เครื่องจำลองการบินที่ทันสมัยเพื่อทดสอบซอฟต์แวร์ควบคุมการบินอัตโนมัติ วิศวกรพยายามโปรแกรมให้ส่วนปีกและหางของเครื่องบินขยับเพื่อต้านแรงลมหมุนและดูดซับแรงกระแทกจากหลุมอากาศ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม สายการบินบางแห่งยังลังเลที่จะลงทุนในซอฟต์แวร์ตรวจวัดหลุมอากาศแบบเรียลไทม์เนื่องจากต้นทุนในการรับส่งข้อมูลที่สูง บ็อบ ชาร์แมน นักวิทยาศาสตร์จาก NCAR ระบุว่า “สายการบินหลายแห่งบอกว่าพวกเขาแทบจะเอาตัวไม่รอด และไม่สามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อส่งข้อมูลได้” ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องบินเพียง 25% ของสหรัฐเท่านั้นที่ติดตั้งเทคโนโลยีนี้

ในท้ายที่สุด มาตรการป้องกันที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดยังคงอยู่ที่ตัวผู้โดยสารเอง สายการบินหลายแห่งเริ่มปรับเปลี่ยนการบริการ เช่น โคเรียนแอร์เลิกเสิร์ฟบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อลดความเสี่ยงจากการโดนน้ำร้อนลวกขณะเกิดหลุมอากาศ และการรณรงค์ให้รัดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนเครื่องกลายเป็นกฎเหล็กที่สำคัญยิ่งขึ้น

ลุค วีลดอน ผู้โดยสารที่เคยเห็นเพื่อนร่วมทางได้รับบาดเจ็บสาหัสจากหลุมอากาศรุนแรงให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า “แค่รัดเข็มขัดก็พอแล้ว” เพราะในวันที่ท้องฟ้าไม่มั่นคงเหมือนเดิม นวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดอาจไม่ช่วยอะไร หากความปลอดภัยขั้นพื้นฐานถูกละเลยไปในโลกที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังขยับเพดานความเสี่ยงให้สูงขึ้นทุกวัน


ที่มา: CBCThe AtlanticThe New YorkerThe TimesWeather