วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม 2569

Login
Login

UNDRR ประเมิน 'แผ่นดินไหวคู่' เวเนซุเอลา เสียหาย 1.3 ล้านล้านบาท หนักสุดในรอบ 180 ปี

สำนักงานเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UNDRR) ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยง ได้เปิดเผยรายงานการประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 บริเวณตอนเหนือของประเทศเวเนซุเอลา รายงานระบุว่ามูลค่าความเสียหายทางกายภาพโดยตรงต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐานรวมกันพุ่งสูงถึง 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นระดับความสูญเสียที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 180 ปี ตามลักษณะทางธรณีวิทยาของภูมิภาคนี้

เหตุการณ์ภัยพิบัติดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า "แผ่นดินไหวคู่" (Doublet Earthquake) โดยเกิดแผ่นดินไหวระดับตื้นขนาด MW 7.2 และ MW 7.5 สั่นสะเทือนต่อเนื่องกันโดยมีระยะเวลาห่างกันเพียง 39 วินาที ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในรัฐลาไกวรา, เขตเมืองหลวง, รัฐอารากวา, รัฐยารากุย และรัฐฟัลกอน การประเมินในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อหาขนาดของผลกระทบต่อสินทรัพย์ทางกายภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนฟื้นฟูและจัดการวิกฤตในลำดับต่อไป

UNDRR ประเมิน 'แผ่นดินไหวคู่' เวเนซุเอลา เสียหาย 1.3 ล้านล้านบาท หนักสุดในรอบ 180 ปี

ความซับซ้อนทางธรณีวิทยา แผ่นดินไหวคู่ยากรับมือ

ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวคู่ที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีความแตกต่างจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวปกติที่มักตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนหลังแผ่นดินไหว ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าแผ่นดินไหวระลอกแรกมีความสัมพันธ์กับระบบรอยเลื่อนโบโกโน (Boconó fault system) ซึ่งแรงสั่นสะเทือนนี้ได้ไปกระตุ้นให้รอยเลื่อนซานเซบาสเตียน (San Sebastián fault) ที่อยู่ใกล้เคียงและอยู่ในสภาวะสะสมพลังงานพร้อมแตกตัว เกิดการรุดตัวตามมาทันที

เวเนซุเอลาตั้งอยู่บนจุดบรรจบของแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นเขตที่มีพลังทางธรณีวิทยาสูง ในอดีตประเทศแห่งนี้เคยเผชิญกับโศกนาฏกรรมจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วในปี 1812, 1967 และ 1997 อย่างไรก็ตาม ขนาดของเหตุการณ์ในปี 2026 นี้ถือว่ารุนแรงเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับแบบจำลองความเสี่ยงรายปีที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าความสูญเสียโดยเฉลี่ยต่อปี สำหรับอาคารและโครงสร้างพื้นฐานจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 42,000 ล้านบาท) เท่านั้น แต่เหตุการณ์จริงในครั้งนี้กลับสร้างความเสียหายมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงหลายสิบเท่า

วิเคราะห์ความสูญเสียในภาคอาคารและที่พักอาศัย

จากการใช้แบบจำลองความเสี่ยงระดับโลก GAR15 และความร่วมมือกับหน่วยงาน Ingeniar CAD/CAE และ ERN พบว่าความเสียหายที่เกิดกับกลุ่มอาคาร ซึ่งรวมถึงที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ สถานศึกษา สถานพยาบาล อาคารของรัฐ และโรงงานอุตสาหกรรม มีมูลค่ารวมประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดในกลุ่มอาคารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

ในเวเนซุเอลานั้น สัดส่วนของสินทรัพย์ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 70 คือกลุ่มอาคาร โดยประเภทของโครงสร้างที่มีการกระจายตัวหนาแน่นที่สุดประกอบด้วยอาคารก่ออิฐที่ไม่มีการเสริมแรง อาคารโครงสร้างคอนกรีตที่มีผนังอิฐ และอาคารที่สร้างจากดิน ซึ่งระดับความเสียหายที่แต่ละอาคารได้รับจะแปรผันตามความเร่งของพื้นดิน (Peak Ground Acceleration - PGA) และฟังก์ชันความเปราะบางของโครงสร้างแต่ละประเภท

ภาคโทรคมนาคมและพลังงานเสียหายหนัก

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่าความเสียหายถูกประเมินไว้ที่ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 455,000 ล้านบาท) หรือประมาณร้อยละ 4 ของมูลค่าสินทรัพย์รวมในภาคส่วนนี้

ข้อมูลที่น่าสนใจคือผลกระทบที่กระจายตัวไปในหลายสาขาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ดังนี้

  • โทรคมนาคม: เป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยมีมูลค่าความเสียหายถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 165,000 ล้านบาท)
  • พลังงาน: ระบบผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าเสียหายประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 102,300 ล้านบาท)
  • การคมนาคม: ถนนและทางรถไฟเสียหาย 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 69,300 ล้านบาท) ขณะที่ท่าเรือและสนามบินเสียหาย 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,900 ล้านบาท)
  • ระบบสาธารณูปโภค: ระบบน้ำประปาและสุขาภิบาลได้รับความเสียหาย 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 52,800 ล้านบาท)
  • อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์: ภาคส่วนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ เสียหายประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33,000 ล้านบาท)

ความเสียหายในภาคโครงสร้างพื้นฐานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของตัวเงิน แต่ยังหมายถึงอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงพื้นที่เพื่อปฏิบัติการกู้ภัยและการสื่อสารที่ถูกตัดขาดในหลายจุด

ระเบียบวิธีวิจัยและข้อจำกัดเชิงเทคนิค

การประเมินครั้งนี้ดำเนินการผ่านซอฟต์แวร์ RiskOne บนแพลตฟอร์ม CAPRA ROBOT โดยใช้ข้อมูลความเร่งของพื้นดินจากโปรแกรม R-CRISIS และข้อมูลจาก USGS คณะผู้จัดทำรายงานซึ่งนำโดย Mario Salgado-Gálvez และ Gabriel Bernal ระบุว่านี่เป็นเพียง "การวินิจฉัยทางเทคนิคระยะแรก" เพื่อให้เห็นภาพรวมของขนาดภัยพิบัติเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำคัญในการนำตัวเลขเหล่านี้ไปใช้อ้างอิง ดังนี้

  • ครอบคลุมเฉพาะความเสียหายทางกายภาพ: มูลค่า 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.22 ล้านล้านบาท) นี้ ยังไม่รวมความสูญเสียทางเศรษฐกิจทางอ้อม เช่น การหยุดชะงักของธุรกิจ ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ค่าใช้จ่ายในภาวะฉุกเฉิน หรือต้นทุนมหาศาลในการบูรณะและเสริมความแข็งแรงโครงสร้างใหม่
  • ความละเอียดของข้อมูล: แบบจำลอง GAR15 เป็นการประเมินในระดับมหภาค (ความละเอียด 5x5 กม.) ซึ่งอาจไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งที่แน่นอนของอาคารแต่ละหลังได้ แต่มีความน่าเชื่อถือสูงในเชิงสถิติระดับประเทศและเทศบาล
  • ปัจจัยเสริมอื่น ๆ: การประเมินนี้ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากปรากฏการณ์ดินอ่อน หรือการศึกษาเฉพาะทางในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนสูงอย่างในกรุงการากัส

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 24 มิถุนายน 2026 นี้ เป็นเครื่องเตือนใจที่เจ็บปวดถึงความเสี่ยงทางธรรมชาติที่เวเนซุเอลาต้องเผชิญ ตัวเลขความเสียหายที่พุ่งสูงกว่าความคาดหมายปกติถึงหลายเท่าตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและการวางผังเมืองให้สอดรับกับความเสี่ยงจากรอยเลื่อนที่มีพลัง

ขณะนี้ ข้อมูลจากการวิเคราะห์เบื้องต้นกำลังถูกนำไปรวมกับภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบจริง เพื่อปรับปรุงความแม่นยำของรายงานให้ดียิ่งขึ้น แม้มูลค่าความเสียหายทางกายภาพจะดูมหาศาล แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมนั้นคาดว่าจะรุนแรงกว่าตัวเลขที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนและการเยียวยาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาลในระยะยาว