วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘งู’ กัดคนมากขึ้น เพราะโลกร้อน-เมืองขยายตัว บีบให้ต้องเข้ามาหาอาหารในพื้นที่ชุมชน

ปัจจุบัน มนุษย์เผชิญหน้ากับ “งูพิษ” เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ในทุก ๆ อุณหภูมิที่สูงขึ้น  1 องศาเซลเซีย เรามีโอกาสที่จะถูกงูฉกเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการถูกงูกัดยังพบได้บ่อยในช่วงที่มีสภาพอากาศรุนแรงอีกด้วย ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความบังเอิญ แต่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับลักษณะทางชีววิทยาของงูในฐานะสัตว์เลือดเย็น

 

โลกร้อนทำให้งูย้ายที่อยู่

งูเป็น “สัตว์เลือดเย็น” จำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมในการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ตามปรกติ ศ.เมอร์ซา ดิการิ คุสรินี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาของสัตว์ป่าจากมหาวิทยาลัยไอพีบี อธิบายว่า “อุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงขึ้นสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการออกหากิน การสืบพันธุ์ และการเลือกที่อยู่อาศัยของงูได้ ไม่ว่าจะเป็นระดับรายวันหรือตลอดฤดูกาล” ดังนั้นเมื่ออากาศร้อนขึ้น งูบางชนิดอาจมีความกระตือรือร้นมากขึ้นหรือต้องเคลื่อนย้ายที่บ่อยขึ้นเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสม

นอกจากอุณหภูมิแล้ว รูปแบบหยาดน้ำฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ภัยแล้งที่ยาวนานหรือเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ยังส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ สภาวะเหล่านี้บีบบังคับให้งูต้องแสวงหาแหล่งพักพิงและแหล่งอาหารใหม่ ๆ ที่ยังคงมีความชื้นและอุดมสมบูรณ์ ซึ่งบ่อยครั้งที่แหล่งพักพิงเหล่านี้ คือพื้นที่เกษตรกรรมหรือเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่มักมีแหล่งน้ำและอาหารสำรองไว้เสมอ

ในพื้นที่เขตร้อนอย่างอินโดนีเซีย งูที่มักพบในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น งูเห่า และ งูสามเหลี่ยม มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพื่อตามล่าสัตว์ฟันแทะที่เป็นอาหารของพวกมัน ขณะเดียวกัน สภาพอากาศที่แปรปรวนยังส่งผลต่อวงจรชีวิตของงูพิษหลายชนิด เช่น งูเห่าอินเดีย และ งูแมวเซาอินเดีย ที่มีฤดูวางไข่ตรงกับช่วงที่เกิดคลื่นความร้อน ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับมนุษย์เพิ่มสูงขึ้น

โคลอี วาสเกซ ผู้อำนวยการบริหารของ Global Snakebite Initiative USA Foundation ระบุว่าในช่วงภัยแล้ง งูอาจออกตามหาภาชนะเก็บน้ำหรือจุดที่เย็นและชื้นในบ้านคน ในขณะเดียวกัน เมื่อเกิดพายุหรือน้ำท่วม งูที่ปรกติซ่อนตัวอยู่ใต้ดินจะถูกบีบให้ออกมาจากที่ซ่อน และอาจเข้าไปอาศัยในร้านค้า บ้านเรือน หรือระบบระบายน้ำในเมือง ด้วยปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้ “พื้นที่ทับซ้อน” ระหว่างมนุษย์และงูขยายตัวกว้างขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

งูไม่มีที่อยู่เพราะเมืองขยายตัว

นอกเหนือจากปัจจัยด้านสภาพอากาศ การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดิน และการขยายตัวของเขตเมืองเป็นปัจจัยโดยตรงที่เร่งให้เกิดความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่า ซึ่งรวมถึงงู เมื่อพื้นที่ป่าถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวหรือเมือง ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของงูจะถูกตัดขาด แหว่งเป็นหย่อม ๆ ทำให้พวกมันต้องเดินทางผ่านพื้นที่ชุมชนเพื่อหาคู่หรืออาหาร

มนุษย์ยังมักเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ เช่น ไก่ ปลา ซึ่งเป็นอาหารของงู ขณะเดียวกันการจัดการขยะที่ไม่ดีในเขตเมืองยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายพันธุ์ของสัตว์ฟันแทะ ซึ่งเป็นตัวดึงดูดงูให้เข้ามาตั้งรกรากในสวนหรือใต้ถุนบ้าน แม้แต่งูที่ไม่อาศัยในเขตเมืองตามปกติ ก็อาจถูกบีบให้ต้องปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์

รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าในอนาคต งูพิษหลายชนิดจะขยายขอบเขตการกระจายพันธุ์ไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เช่น งูคอตตอนเมาธ์ม็อคคาซินที่อยู่ในสหรัฐอาจจะเคลื่อนตัวไปทางเหนือจนถึงนิวยอร์ก ส่วนในเอเชีย งูสามเหลี่ยมอาจอพยพจากป่าในเมียนมา ไปยังเมืองที่มีประชากรหนาแน่นในจีน เนื่องจากต้องการหลบหนีจากอุณหภูมิที่ร้อนจัดในถิ่นเดิม

เดวิด วิลเลียมส์ จากองค์การอนามัยโลกและมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น กล่าวเตือนว่า “ความทับซ้อนระหว่างมนุษย์และงูพิษจะเพิ่มมากขึ้น จนคุณอาจจะโดนมันฉกเพียงเพราะแค่เดินออกไปหลังบ้านแล้วสะดุด” 

สภาวะนี้จะส่งผลกระทบต่อประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้คนยังไม่คุ้นเคยกับการรับมือกับงูพิษชนิดใหม่ ๆ

สำหรับกรณีของประเทศไทย ข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า โดยปรกติแล้ว จะมีคนโทรเข้าเบอร์ฉุกเฉินแจ้งเหตุถูกงูกัดปีละประมาณ 1,000 สาย แต่ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา จำนวนสายที่โทรเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,500 สาย มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นงูมีพิษ เช่น งูจงอาง งูหลาม และงูพิษชนิดหนึ่ง โดยมักจะมีคนโทรเข้ามามากที่สุดในช่วงฤดูฝนที่งูต้องหนีน้ำท่วม

 

การเตรียมความพร้อม 

การที่คนถูกงูกัดเพิ่มมากขึ้น สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบสาธารณสุข ในแต่ละปีมีผู้ถูกงูกัดทั่วโลกถึง 5.4 ล้านคน ทำให้ผู้ที่ถูกงูกัด 500,000 คนจะพิการถาวร และคร่าชีวิตผู้คนถึง 138,000 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเอเชีย ซึ่งมีผู้ได้รับพิษงูสูงถึง 2 ล้านคนต่อปี และกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยมักขาดแคลน “เซรุ่มแก้พิษงู” ที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการ

ดร.นสพ.ทักษะ เวสารัชชพงศ์ หัวหน้าสวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวกับ Grist ว่าการผลิตเซรุ่มนั้นมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะเซรุ่มที่ผลิตขึ้นสำหรับงูในภูมิภาคหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ผลกับงูชนิดเดียวกันในอีกภูมิภาคหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความแปรผันของพิษ ความท้าทายนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้งูย้ายถิ่นฐาน

ด้วยเหตุนี้ เซรั่มแก้พิษงูที่ผลิตขึ้นสำหรับงูเห่าที่พบในประเทศไทย อาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผลจากการถูกงูเห่ากัดในประเทศแทนซาเนีย

ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีระบบการจัดการปัญหาพิษงูที่ก้าวหน้า สถานเสาวภาสามารถผลิตเซรุ่มที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลกได้ถึง 7 ชนิด และมีการสำรองไว้ในโรงพยาบาลหลักทั่วประเทศ 

รศ.พญ.สาทริยา ตระกูลศรีชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินและหัวหน้าศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับ Grist ว่า ผู้ป่วยที่ถูกงูกัดอาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงและยาวนาน รวมถึงอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง โรคไต และเนื้อเยื่อตาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้ว่าถูกงูอะไรกัดมา จึงจะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยคนไข้หรือญาติควรจะถ่ายภาพงูดังกล่าวเอาไว้เพื่อให้แพทย์วินิจฉัย

WHO ตั้งเป้าที่จะลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากงูกัดลง 50% ภายในปี 2030 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ทุกประเทศจำเป็นต้องสร้างระบบที่พร้อมรับมือสู่อนาคต ซึ่งรวมถึงการเพิ่มคลังสำรองเซรุ่ม การฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตัว นอกจากนี้ การสร้างพื้นที่อนุรักษ์และแนวเชื่อมต่อทางนิเวศวิทยาก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลดการอพยพเข้าสู่ชุมชนของสัตว์ป่า

งูเป็นผู้ควบคุมประชากรหนู และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ดังนั้นการลดความเสี่ยงจึงไม่ใช่การกำจัดงูให้หมดไป แต่เป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สะอาด และสร้างระบบการรักษาที่รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ เพื่อให้ทั้งมนุษย์และสัตว์ป่าสามารถผ่านพ้นวิกฤตโลกร้อนนี้ไปด้วยกัน


ที่มา: GristIPB UniversityMongabayThe Guardian