“สกุชชี่” ของเล่นสีสันสดใสและผิวสัมผัสนุ่มนิ่มกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่เด็ก ๆ ทั่วโลก แต่ภายใต้ความน่ารักเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยความเสี่ยงที่น่ากังวล ของเล่นประเภทนี้ส่วนใหญ่ผลิตจาก “โพลียูรีเทน” (Polyurethane) ซึ่งเป็นโพลีเมอร์ชนิดหนึ่งที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี แม้จะดูไม่มีอันตราย แต่กระบวนการผลิตมักมีการใช้สารเคมีซับซ้อน เช่น สารเร่งปฏิกิริยา สารหน่วงไฟ และตัวทำละลาย ซึ่งอาจตกค้างอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้
สารเคมีเหล่านี้สามารถระเหยออกมาเป็น “สารอินทรีย์ระเหยง่าย” หรือ VOCs (Volatile Organic Compounds) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร โดยสาร VOCs บางชนิดมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อดวงตาและทางเดินหายใจ หากสัมผัสต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อตับ ไต ระบบประสาท และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ สารระเหยเหล่านี้ยังมีความเชื่อมโยงกับการกระตุ้นให้เกิดโรคหืด หรือทำให้อาการหืดกำเริบในเด็กได้อีกด้วย
จากการศึกษาของสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์กพบว่า สกุชชี่ที่นำมาทดสอบมีการปล่อยสารอันตรายอย่าง โทลูอีน (Toluene), สไตรีน (Styrene) และ ไดเมทิลฟอร์มาไมด์ (Dimethylformamide) ในระดับสูง โดยนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าสาร VOCs ในของเล่นบางชิ้นมีระดับที่สูงมากอย่างน่าตกใจ
เปอร์นิลลา โบฮลิน-นิซเซตโต นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยทางอากาศแห่งนอร์เวย์ (NILU) ระบุว่า “หากวางของเล่นที่ปล่อยสารระเหยมากที่สุดไว้ในห้องเด็ก มันจะกลายเป็นแหล่งกำเนิด VOCs ที่ใหญ่กว่าผนัง พื้น หรือเฟอร์นิเจอร์เสียอีก”
จากการวิเคราะห์พบสาร VOCs ที่แตกต่างกันถึงเกือบ 150 ชนิดเมื่อรวมของเล่นทั้งหมดที่นำมาทดสอบเข้าด้วยกัน
ผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดขึ้นทันที มีให้เห็นในหลายกรณี ดร.โจ ชวาร์ซ จากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ เล่าว่าเขาได้รับตัวอย่างสกุชชี่มาและเพียงแค่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน กลิ่นที่รุนแรงก็ทำให้เขาปวดหัวจนต้องนำไปวางไว้นอกห้อง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานกรณีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ มีอาการประสาทหลอน ฝันร้าย และนอนหลับไม่สนิทหลังจากนอนรวมกับสกุชชี่จำนวนมาก ซึ่งอาการหายไปหลังจากนำของเล่นออกและระบายอากาศในบ้าน
นอกเหนือจากอันตรายจากสารระเหยแล้ว สกุชชี่บางรุ่นที่บรรจุเจลไว้ภายใน ซึ่งเสี่ยงต่อการระเบิดหากได้รับความร้อนสูง ดร.เกล็นน์ คลัคก้า จากโรงพยาบาลเด็ก UPMC ในเพนซิลเวเนีย เตือนว่าของเล่นเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อความร้อนสูง
“ไม่ควรทิ้งไว้ในรถที่จอดตากแดด เพราะวัสดุภายในอาจแตกตัวหรือระเบิดออกมา ซึ่งเนื้อเจลเหล่านั้นอาจเป็นอันตรายหากเด็กเผลอกลืนกินหรือเข้าตา” ดร.คลัคก้ากล่าว
อีกทั้ง ไม่ควรนำสกุชชี่ไปอุ่นในไมโครเวฟเพื่อให้มีความนุ่มมากขึ้น เพราะอาจทำให้สกุชชี่ระเบิดและเกิดการรั่วไหลของเจลร้อนที่มีสารพิษปนเปื้อน เกิดแผลไหม้ระดับรุนแรง ดังเช่นกรณีของเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณใบหน้าจนจากการนำสกุชชี่เข้าไมโครเวฟ ซึ่งเสี่ยงเกิดรอยแผลเป็นตลอดชีวิต
ขณะเดียวกัน สกุชชี่สร้างปัญหาขยะที่จัดการได้ยากยิ่ง เนื่องจากโพลียูรีเทนเป็นวัสดุที่ ไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และคงอยู่นานได้นานนับพันปี โดยขยะโพลียูรีเทนชนิดแข็งทั่วโลกมีปริมาณประมาณ 1-2 ล้านตันต่อปี เมื่อถูกทิ้งกระจัดกระจายและสะสมอยู่ในหลุมฝังกลบ สารเคมีในโฟมสามารถชะล้างลงสู่ดินและแหล่งน้ำใต้ดิน สร้างความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว
หากนำไปเผาทำลาย ก็สร้างปัญหาไม่แพ้กัน เพราะการเผาโพลียูรีเทนจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ และอาจรวมถึงสารประกอบที่เป็นพิษอย่าง “ไดออกซิน” ออกสู่ชั้นบรรยากาศหากไม่มีระบบควบคุมการปล่อยมลพิษที่มีประสิทธิภาพพอ
ส่วนการนำกลับมาใช้ใหม่หรือการรีไซเคิล ทำได้ค่อนข้างยากและมีค่าใช้จ่ายสูง ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลทางเคมีที่ซับซ้อน หรือการรีไซเคิลทางกลที่มักได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำลง
เพื่อความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการแกะห่อสกุชชี่ชิ้นใหม่แล้วนำไปไว้ในห้องนอนหรือบนเตียงทันที ควรนำของเล่นไปวางในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อให้สารเคมีระเหยออกไปก่อน และควรเลือกซื้อเฉพาะของเล่นที่มีฉลากระบุชัดเจนว่าไม่มีสารพิษ มีความทนทาน อีกทั้งไม่ควรให้ไม่ควรปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีเล่น เนื่องจากเด็ก ๆ อาจจะนำเข้าปากได้ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายตามมา
ที่มา: Fox43, General Plastics, McGill, Nilu, Purman, The Ecologist,


