วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'สุชัชวีร์' เตือนกรุงเทพฯ 'จมทะเล' ล้านเปอร์เซ็นต์ เหลือเวลาเตรียมตัว 10 ปี

กรุงเทพมหานคร กำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายถึงโอกาสที่เมืองหลวงของไทยอาจได้รับผลกระทบรุนแรงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า “ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ออกมาเตือนผ่านวิดีโอที่เผยแพร่ทางช่องทางออนไลน์ของตน ว่า กรุงเทพฯ มีโอกาสจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล "ล้านเปอร์เซ็นต์" หากยังคงบริหารจัดการน้ำในรูปแบบเดิม พร้อมเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรัฐบาลเร่งลงทุนสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ และยั่งยืน แทนการใช้งบประมาณแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อรับมือกับวิกฤติที่อาจมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

วิกฤติจมทะเลที่อาจมาถึงเร็วกว่ากำหนด

“ศ.ดร.สุชัชวีร์” กล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ว่าวิกฤติดังกล่าวจะรุนแรงในปี พ.ศ.2580 แต่จากการประเมินล่าสุดของผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน อาทิ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติ และ ดร.ชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมแหล่งน้ำ พบว่าปัญหาอาจเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น โดยปัจจุบันปี พ.ศ.2569 หมายความว่าเหลือเวลาเตรียมตัวเพียงประมาณ 10 กว่าปีเท่านั้น

“ปัญหาหลักที่พบคือ ระดับน้ำทะเลในปัจจุบันสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็สูงกว่าระดับน้ำในลำคลองสายหลัก เช่น คลองแสนแสบ และคลองลาดพร้าว ทำให้ระบบการระบายน้ำตามธรรมชาติไม่สามารถทำงานได้”

ชี้ระบบ "เมืองสูบน้ำ" ฝืนธรรมชาติ

ในด้านการจัดการน้ำ “ศ.ดร.สุชัชวีร์” บอกว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีสภาพเป็นเพียง "เมืองสูบน้ำ" ที่พยายามฝืนธรรมชาติด้วยการสูบน้ำจากซอยขึ้นสู่ถนน จากถนนลงสู่คลอง และจากคลองสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนการใช้ "หลอดนมเปรี้ยวดูดน้ำในกระทะคอนกรีต" ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่ได้หากไม่มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการป้องกันน้ำอย่างจริงจัง

การที่กรุงเทพฯ ยังสามารถรอดพ้นจากน้ำท่วมใหญ่ได้ในบางครั้ง เป็นผลมาจากการที่จังหวัดต้นน้ำอย่างอยุธยาต้องแบกรับภาระแทน โดยน้ำที่ถูกปล่อยมาทำให้พื้นที่อยุธยาต้องจมน้ำนานถึง 6 เดือน ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมในการจัดการน้ำในภาพรวม เนื่องจากหากปล่อยตามธรรมชาติ กรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบอย่างหนักไปนานแล้ว

รวมงบประมาณสร้างโครงการป้องกันถาวร

“ศ.ดร.สุชัชวีร์” เรียกร้องให้ผู้ว่าฯ กทม. แสดงบทบาทการเป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหานี้ โดยควรนำงบประมาณที่ กทม. มีอยู่กว่าแสนล้านบาทมาบริหารจัดการใหม่ แทนการกระจายงบแบบ "เบี้ยหัวแตก" ไปกับการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำหรือการขุดลอกคูคลองเพียงอย่างเดียว

หากมีการรวบรวมงบประมาณที่กระจัดกระจายเหล่านี้มาทำโครงการใหญ่ที่สามารถป้องกันน้ำทะเลหนุนได้จะเกิดประโยชน์มากกว่า

“ศ.ดร.สุชัชวีร์” เชื่อมั่นว่าหาก กทม. ใช้อำนาจ และงบประมาณอย่างเต็มพิกัด จะสามารถปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้ไม่น้อยกว่า 50%

"เรื่องที่ต้องทำ มันคงต้องใช้ความกล้าหาญ ความเป็นนักเปลี่ยนแปลง การต่อสู้ และความจริงจัง ถ้าเกิดเรารวมกัน ป่านนี้เราได้โครงการที่มันป้องกันน้ำทะเลหนุนได้ตั้งนานแล้ว" ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวทิ้งท้าย
 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์