“บาหลี” สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของ “อินโดนีเซีย” ด้วยความสวยงามของธรรมชาติบนเกาะทำให้ถูกขนานนามว่า “เกาะแห่งพระเจ้า” แต่ในตอนนี้กำลังกลายเป็น “เกาะแห่งขยะ” เนื่องจากไม่สามารถจัดการขยะที่ยั่งยืนได้ หลังปิดหลุมฝังกลบที่ใหญ่ที่สุดของเกาะตามคำสั่งของรัฐบาลกลางอินโดนีเซีย
เครดิตภาพ: ABC News/Tim Swanston
ต้นตอปัญหาขยะ
“หลุมฝังกลบซูวุง” เป็นสถานที่จัดเก็บขยะที่ใหญ่ที่สุดของเกาะ มีความสูงเทียบเท่าตึก 10 ชั้น และรองรับขยะจากพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก แต่หลุมแห่งนี้ได้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งการปล่อยก๊าซมีเทน การรั่วไหลของน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ และเหตุการณ์ไฟไหม้ที่กินเวลานานหลายวัน จนทำให้รัฐบาลต้องสั่งปิดหลุมฝั่งกลบแห่งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเก็บขยะหยุดชะงัก สร้างผลกระทบในหลายพื้นที่ เช่น หมู่บ้านบุดุก ที่จู่ ๆ ก็มีกองขยะมหาศาลปรากฏขึ้นกลางทุ่งนาและพื้นที่อาศัย ชาวบ้านระบุว่าพวกเขาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือนให้กับหมู่บ้านเพื่อนำขยะมาทิ้งที่นี่ แม้จะไม่ใช่จุดทิ้งขยะอย่างเป็นทางการก็ตาม เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่นในการจัดการขยะที่เกิดขึ้นทุกวัน
เมื่อไม่มีสถานที่กำจัดขยะที่เหมาะสม ชาวเกาะบาหลีจำนวนมากจึงเริ่มหันมาใช้วิธีการเผาขยะในพื้นที่บ้านของตนเอง นูร์ อาซิซาห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะจากมหาวิทยาลัยกาจาห์มาดา เตือนว่าขยะอินทรีย์มีสัดส่วนถึง 70% ของขยะทั้งหมด เมื่อทับถมกันจะสร้างก๊าซมีเทนที่อาจระเบิดหรือทำให้ดินถล่มได้
หลุมฝังกลบขยะซูวุง
เครดิตภาพ: ABC News/Tim Swanston
ขณะนี้ บรรยากาศในหลายพื้นที่ปกคลุมไปด้วยควันและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ จากการเผาขยะริมทางและหลังหุบเขาบูยา อัซเมเดีย อิสติกลัล นักชีววิทยาเมืองระบุว่า “สภาพปัจจุบันคือวิกฤติ เพราะผู้คนทิ้งขยะลงแม่น้ำและเผาขยะอย่างไม่ถูกหลักการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพแวดล้อมอันงดงามของบาหลี”
เครดิตภาพ: ABC News/Tim Swanston
กระทบการท่องเที่ยว
วิกฤติขยะล้นเมือง ได้ลุกลามมายังแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “หาดกูตา” ที่มีกองขยะที่สูงระดับเอวและฝูงหนูในลานจอดรถ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนนักท่องเที่ยวและชาวเมือง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยรอบ เช่น ยูวิตา อังคี ปรีนันดา เจ้าของร้านดอกไม้ในบาหลี เล่าว่า กลิ่นเหม็นจากขยะที่สะสมอยู่ตามทางเท้าส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเธออย่างมาก ลูกค้าบางส่วนตัดสินใจไม่เข้าร้านเพราะทนกลิ่นไม่ไหว ทำให้เธอต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินจ้างบริษัทเอกชนมาขนขยะออกไป เพื่อรักษาความสะอาดรอบ ๆ ร้าน
ด้าน แกรี เบนเชกิบ ผู้ร่วมก่อตั้ง Sungai Watch องค์กรไม่แสวงหากำไร เปิดเผยว่า ทีมงานพบขยะในแม่น้ำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการปิดหลุมฝังกลบ เขาได้รับข้อความจากชาวบ้านจำนวนมากที่ต้องการให้ไปช่วยทำความสะอาดกองขยะที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่าต้องทิ้งขยะที่ใด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยไอดา บากุส ปุตรา วิราบาวา หัวหน้าแผนกสิ่งแวดล้อมเมืองเดนปาซาร์ยอมรับว่า ยังมีการลักลอบทิ้งขยะผิดกฎหมายอยู่ ทางเมืองได้พยายามติดตั้งกล้องวงจรปิดและส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงเพื่อป้องปรามการกระทำผิด รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนเริ่มทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือน
เครดิตภาพ: ABC News/Tim Swanston
ขณะที่ กลุ่มพนักงานเก็บขยะก็ได้ออกมารวมตัวประท้วงที่หน้าสำนักงานผู้ว่าการรัฐ เนื่องจากพวกเขาถูกกดดันจากทั้งลูกค้าและกฎหมาย ไอ วายัน เตดี บรามันคา หนึ่งในผู้ประท้วงตั้งคำถามว่า “ถ้าเราไม่เก็บขยะของลูกค้าเราก็ผิด แต่ถ้าเก็บมาแล้ว เราจะเอาไปทิ้งที่ไหน?” สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขาดรองรับหลังการสั่งปิดหลุมฝังกลบ
ทั้งนี้ บาหลีต้องรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 16 ล้านคนต่อปี ซึ่งสร้างขยะมากกว่าคนท้องถิ่นหลายเท่า
เครดิตภาพ: ABC News/Tim Swanston
แนวทางแก้ไขปัญหาขยะ
เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้เสนอ “โครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน” (Waste-to-energy) ซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้กระบวนการเผาขยะเพื่อนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า โดยจะตั้งอยู่ใกล้กับหลุมฝังกลบซูวุง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติอินโดนีเซีย และบริษัท Zhejiang Weiming Environmental Protection จากประเทศจีน
คาดว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้ จะสามารถในการกำจัดขยะได้ประมาณ 1,200-1,500 ตันต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะที่ไหลเข้าสู่หลุมฝังกลบได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยกู้คืนภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่โครงการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีกว่าจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้จริง ทำให้ในช่วงเวลานี้บาหลีต้องเผชิญกับภาวะสุญญากาศในการกำจัดขยะ
อแมนดา มาร์เซลลา ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนของ Community Waste Project มองว่าปัญหาที่แท้จริงคือ การบริโภคและความรับผิดชอบ องค์กรของเธอทำงานร่วมกับธุรกิจบริการเพื่อคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและนำเข้าสู่กระบวนการที่ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ขยะถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบแบบผสมรวมกันเหมือนในอดีต
ขณะที่ เฮอร์มิเทียนตา ปราเซตยา ปุตรา จากองค์กร Merah Putih Hijau เน้นย้ำว่า จำเป็นต้องสร้างระบบจัดการขยะระดับชุมชนสำหรับพื้นที่ห่างไกล เขาชี้ว่าศูนย์คัดแยกขยะในท้องถิ่นหลายแห่งใช้งานไม่ได้จริง เพราะขาดการสนับสนุนระยะยาวและการบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ ดังนั้นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของในชุมชนจึงเป็นกุญแจสำคัญ
ในขณะเดียวกัน นิ ลูห์ ปูตู ราติห์ ประวิธา จากองค์กร Griya Luhu ระบุว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การเปลี่ยนทัศนคติของผู้คน แม้จะมีกฎหมายแบนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งตั้งแต่ปี 2019 แต่ในตลาดสดและวิถีชีวิตประจำวันยังคงมีการใช้อยู่มาก การทำให้คนเห็นว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องปรกติจึงต้องใช้เวลาและความสะดวกในการเข้าถึงระบบจัดการ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในตอนนี้บาหลีกำลังจมอยู่ในกองขยะ แต่นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนทั้งเกาะตื่นตัว หากทุกภาคส่วนประสานงานกัน ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม บาหลีอาจสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตินี้และคืนสู่ความงดงามที่แท้จริงได้อีกครั้งในอนาคต
ที่มา: ABC, Japan Times, Straits Times, South China Morning Post


