ผลการจัดอันดับ "Best Countries 2026" โดย U.S. News & World Report เผยให้เห็นถึงการประเมินความสำเร็จของชาติต่าง ๆ ใน 8 หมวดหมู่ ได้แก่ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ โอกาส และสุขภาพพลเมือง
โดยผลการวิจัยในปีนี้เน้นย้ำถึงความท้าทายใหม่ในยุคปัจจุบันว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่ได้การันตีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์เสมอไป ข้อมูลที่น่าสนใจคือการที่ "กัมพูชา" ประเทศในกลุ่มพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) จากการจัดกลุ่มโดยสหประชาชาติ (United Nations: UN) แต่กลับผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านความยั่งยืนด้านที่ดินและทรัพยากร ในหมวดสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทิ้งห่างประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยของทรัพยากร
U.S. News & World Report ทำการจัดอันดับ วิเคราะห์ และนำเสนอข่าว เพื่อดูว่าประเทศต่าง ๆ ถูกมองอย่างไรในระดับโลก ประเมิน 100 ประเทศ และใช้ 26 การจัดอันดับย่อย ที่สร้างขึ้นจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วโลกเกือบ 17,000 คน ซึ่งแต่ละการจัดอันดับย่อยจะวัดรวมกันเป็น 100 มิติ เช่น เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ
ความสมดุลเหนือกว่าความร่ำรวย
รายงานระบุว่าหัวใจสำคัญของผลการดำเนินงานระดับชาติไม่ใช่การบรรลุความเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่ง แต่คือการสร้าง "ความสมดุล" ในหลายมิติของความกินดีอยู่ดี
รายงานชี้ให้เห็นว่าประเทศขนาดใหญ่มักประสบปัญหาในการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตและสิ่งแวดล้อม สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยครองอันดับ 1 ในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และอันดับ 2 ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่กลับทำคะแนนได้ต่ำมากในด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (อันดับ 72) สุขภาวะพลเมือง (อันดับ 41) และโครงสร้างพื้นฐาน (อันดับ 39)
ประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือประเทศที่สามารถจัดการกับข้อแลกเปลี่ยนของการบริหารรัฐกิจสมัยใหม่ได้ดีที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งครองอันดับ 1 ของโลก จากคะแนนในทุกมิติ (overall) เนื่องจากมีความสมดุลในระดับโลกในทุกหมวดหมู่ คือ อันดับ 1 ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและธรรมาภิบาล อันดับ 2 ในด้านโอกาสและวัฒนธรรม และอันดับ 4 ในด้านสุขภาพ แม้แต่หมวดที่อ่อนที่สุดอย่างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สวิตเซอร์แลนด์ก็ยังอยู่ในอันดับที่ 19 ซึ่งไม่ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่รุนแรง
สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
ในหมวดสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ มีการจัดอันดับย่อยประเทศที่มี "ความยั่งยืนด้านที่ดินและทรัพยากรดีที่สุด" (Land and Resource Sustainability) ปี 2026 และเป็นหมวดที่สะท้อนความแตกต่างจากอันดับรวมของประเทศอย่างชัดเจน และมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับหมวดการพัฒนาเศรษฐกิจ ข้อมูลสะท้อนว่าระบบที่สร้างความมั่งคั่งของชาติมักสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อที่ดิน อากาศ น้ำ และระบบนิเวศ
ทั้งนี้ การจัดอันดับ “ความยั่งยืนด้านที่ดินและทรัพยากร” ประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศ โดยใช้ตัวชี้วัดสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่
- การปล่อยก๊าซคาร์บอน
- การตัดไม้ทำลายป่า
- พื้นที่คุ้มครอง
- การค้าที่ยั่งยืน
- ความเครียดด้านทรัพยากรน้ำหรือความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ
ผลการจัดอันดับปี 2026 ระบุว่า กัมพูชา ครองอันดับ 1 ของโลกด้านความยั่งยืนของที่ดินและทรัพยากร (78.8 คะแนน) โดยได้รับอานิสงส์จากร่องรอยทางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และคะแนนที่สูงในด้านความยั่งยืนของที่ดินและทรัพยากร ทั้งนี้ กัมพูชามีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มูลค่า 140.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มี GDP ต่อหัวตามความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (PPP) อยู่ที่ 7,967 ดอลลาร์สหรัฐ และมีประชากรประมาณ 17.6 ล้านคน
ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ 45 ของโลกด้านความยั่งยืนของที่ดินและทรัพยากร และอันดับ 4 ในอาเซียนรองจากกัมพูชา ลาว เมียนมา
10 อันดับแรก ประเทศที่มีความยั่งยืนด้านที่ดินและทรัพยากรสูงสุดของโลก
- กัมพูชา
- สโลวีเนีย
- ปารากวัยลัตเวีย
- โครเอเชีย
- ลาว
- สโลวาเกีย
- เอกวาดอร์
- เซเชลส์
- กัวเตมาลา
จัดอันดับ 9 ประเทศอาเซียนที่มีความยั่งยืนด้านที่ดินและทรัพยากร
- กัมพูชา
- ลาว
- เมียนมา
- ไทย
- มาเลเซีย
- ฟิลิปปินส์
- เวียดนาม
- อินโดนีเซีย
- สิงคโปร์
เปิดผลประเมินประเทศไทยใน Best Countries 2026
จากคะแนนในทุกมิติ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 46 จากทั้งหมด 100 ประเทศในรายงาน Best Countries 2026 ด้วยคะแนนรวม 55.6 คะแนน โดยผลการประเมินของประเทศไทยในมิติต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้
สุขภาวะของพลเมือง: อันดับที่ 38 (62.1 คะแนน) – เป็นหมวดที่ประเทศไทยทำคะแนนได้ดีที่สุด ซึ่งหมวดนี้ประเมินจากปัจจัยด้านสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยสาธารณะ และความไว้วางใจทางสังคม
วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว: อันดับที่ 48 (45.5 คะแนน) – แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลกและมีภาพลักษณ์ "สยามเมืองยิ้ม" แต่การท่องเที่ยวคิดเป็นเพียงร้อยละ 7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
การพัฒนาเศรษฐกิจ: อันดับที่ 48 (54.3 คะแนน) – ประเทศไทยมีภาคเกษตรกรรมที่แข็งแกร่งและเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงมีอุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันได้ในด้านสิ่งทอ ดีบุก และอิเล็กทรอนิกส์
โครงสร้างพื้นฐาน: อันดับที่ 50 (68.1 คะแนน) – ประเมินจากระบบดิจิทัล พลังงาน และเครือข่ายการขนส่ง
สุขภาพ และโอกาส: อันดับที่ 55 (59.9 และ 48.7 คะแนน ตามลำดับ) – ทั้งสองหมวดมีอันดับที่เท่ากัน โดยหมวดสุขภาพประเมินจากระบบสาธารณสุขและอายุขัย ส่วนหมวดโอกาสประเมินจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและทุนมนุษย์
สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ: อันดับที่ 60 (58.0 คะแนน) – ประเมินจากการจัดการทรัพยากร มลพิษ และความยั่งยืน
ธรรมาภิบาล: อันดับที่ 67 (48.2 คะแนน) – เป็นหมวดที่ประเทศไทยได้อันดับต่ำที่สุด ซึ่งหมวดนี้พิจารณาจากเสถียรภาพทางการเมือง ประสิทธิภาพของสถาบัน และหลักนิติธรรม
กัมพูชานำโลก ที่ดิน-ทรัพยากร แต่อันดับรวมรั้งที่ 91
กัมพูชาเป็นประเทศที่มีความย้อนแย้งในเชิงโครงสร้าง โดยเป็นผู้นำโลกด้านที่ดินและทรัพยากรยั่งยืน แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสุขภาวะของพลเมืองเพื่อให้มีอันดับโดยรวมที่ดีขึ้น โดยคะแนนในทุกมิติ กัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 91 จากทั้งหมด 100 ประเทศ โดยได้รับคะแนนรวมที่ 39.6 คะแนน
- วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว: อันดับที่ 63 (39.6 คะแนน) – เป็นหมวดที่ทำอันดับได้ดีเป็นอันดับสองรองจากด้านสิ่งแวดล้อม
- โอกาส: อันดับที่ 76 (38.6 คะแนน) – ประเมินจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและโอกาสสำหรับพลเมือง
- ธรรมาภิบาล: อันดับที่ 85 (42.9 คะแนน) – พิจารณาจากความโปร่งใสและประสิทธิภาพของสถาบันต่าง ๆ
- สุขภาพ: อันดับที่ 88 (38.9 คะแนน) – ประเมินจากระบบสาธารณสุขและสุขภาวะของประชากร
- โครงสร้างพื้นฐาน: อันดับที่ 91 (46.4 คะแนน) – ซึ่งรวมถึงระบบการขนส่ง พลังงาน และโครงข่ายดิจิทัล
- สุขภาวะของพลเมือง: อันดับที่ 95 (37.0 คะแนน) – ประเมินในด้านสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัย
- การพัฒนาเศรษฐกิจ: อันดับที่ 97 (24.6 คะแนน) – เป็นหมวดที่กัมพูชาทำอันดับได้ต่ำที่สุดในการประเมินครั้งนี้
ระเบียบวิธีวิจัย
การจัดอันดับ Best Countries 2026 ได้ปรับปรุงระเบียบวิธีวิจัย โดยเปลี่ยนจากการอาศัยการสำรวจความคิดเห็น (Perception Survey) เป็นหลัก มาใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-driven Framework) เพื่อให้ผลการจัดอันดับสะท้อนศักยภาพและผลการดำเนินงานของแต่ละประเทศได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลระหว่างประเทศหลายร้อยชุด ก่อนคัดเลือก 100 ตัวชี้วัด จากองค์กรชั้นนำกว่า 30 แห่ง เช่น ธนาคารโลก (World Bank) องค์การสหประชาชาติ (UN) และสถาบันวิจัยเฉพาะทาง โดยข้อมูลที่นำมาใช้ต้องมีความน่าเชื่อถือ ครอบคลุมประเทศส่วนใหญ่ของโลก และเป็นข้อมูลที่ทันสมัย
จากนั้น U.S. News & World Report ได้สอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ 42 คน เพื่อนำมากำหนดน้ำหนักของการประเมินใน 8 หมวดหลัก ได้แก่ ธรรมาภิบาล (16.7%) การพัฒนาเศรษฐกิจ (16.5%) สุขภาพ (15.3%) สุขภาวะของพลเมือง (14.1%) โครงสร้างพื้นฐาน (11.3%) โอกาส (10.8%) สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (9.2%) และวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว (6.1%)
ในขั้นตอนการคำนวณคะแนน ทีมวิจัยใช้เทคนิคทางสถิติหลายรูปแบบ เช่น Z-score เพื่อปรับข้อมูลที่มีหน่วยวัดแตกต่างกันให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และ Winsorization เพื่อลดผลกระทบจากข้อมูลที่มีค่าสูงหรือต่ำผิดปกติ ก่อนนำคะแนนทั้งหมดมาคำนวณด้วย ค่าเฉลี่ยเรขาคณิต ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ความสำคัญกับ ความสมดุลของการพัฒนาในทุกด้าน กล่าวคือ ประเทศที่จะได้รับการจัดอันดับสูงจะต้องมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างรอบด้าน ไม่ใช่โดดเด่นเพียงบางด้านแล้วชดเชยจุดอ่อนในด้านอื่นได้
ที่มา : U.S. News & World Report


