เย็นวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน 2026) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 มีจุดศูนย์กลางอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองยูมาเร (Yumare) ประเทศเวเนซุเอลา ก่อนจะตามมาด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ในอีกเพียง 39 วินาที ส่งผลให้อาคารหลายแห่งพังถล่ม และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 คน โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์หายากที่เรียกว่า "Doublet" หรือ แผ่นดินไหวคู่
ทั้งนี้ แผ่นดินไหวแบบ Doublet เกิดขึ้นเมื่อแผ่นดินไหวที่มีขนาดใกล้เคียงกันสองครั้งเกิดขึ้นต่อเนื่องกันในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายมากกว่าแผ่นดินไหวเพียงครั้งเดียว แม้แผ่นดินไหวแบบ Doublet จะพบได้น้อย แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้นจะได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
ตัวอย่างสำคัญของแผ่นดินไหวแบบ Doublet คือ เหตุการณ์ในตุรกี และซีเรีย ปี 2023 ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.8 และ 7.7 ห่างกันประมาณ 9 ชั่วโมง และสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
เจาะลึกกลไกทางธรณีวิทยา
USGS ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเลื่อนตัวของ “รอยเลื่อนตามแนวระดับ” (strike-slip fault) คือ รอยเลื่อนที่อยู่ระหว่าง "แผ่นเปลือกโลกแคริบเบียน" กับ "แผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้" ซึ่งเป็นบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกทั้งสองกำลังเคลื่อนผ่านกันตลอดเวลา
โดยแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเมื่อเทียบกับแผ่นอเมริกาใต้ ด้วยความเร็วประมาณ 20 มิลลิเมตรต่อปี หรือราว 2 เซนติเมตรต่อปี ใกล้เคียงกับอัตราการงอกของเล็บมือ แม้จะเคลื่อนตัวช้ามาก แต่เมื่อแผ่นเปลือกโลกทั้งสองเสียดสีกันจนติดขัด ความเครียดจะสะสมอยู่ตามแนวรอยเลื่อนเป็นเวลานาน กระทั่งวันหนึ่งรอยเลื่อนหลุด และเลื่อนตัวอย่างฉับพลัน จึงปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในรูปของแผ่นดินไหว
จากข้อมูลของ USGS แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นที่ความลึกเพียง 10 กิโลเมตร จึงจัดเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น ส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนส่งถึงพื้นผิวได้รุนแรงกว่าการเกิดแผ่นดินไหวลึก นอกจากนี้ ตำแหน่ง และรูปแบบการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนยังสอดคล้องกับระบบรอยเลื่อนซานเซบัสเตียน (San Sebastian Fault System) ซึ่งทอดยาวขนานไปกับชายฝั่งตอนเหนือของเวเนซุเอลา
การเกิดแผ่นดินไหวแบบ Doublet บ่งชี้ถึงกระบวนการแตกตัวของรอยเลื่อนที่ซับซ้อนและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างรุนแรง โดยมีการคาดการณ์ว่าแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่รอยเลื่อนกว้างถึง 20 กิโลเมตร และยาวกว่า 150 กิโลเมตร
รายงานเบื้องต้นของ USGS ยังมองว่าเป็นแผ่นดินไหว 2 เหตุการณ์แยกจากกัน โดยมีศูนย์กลางห่างกันประมาณ 5–10 กิโลเมตร ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าแผ่นดินไหวลูกแรกเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดลูกที่สอง แม้จะอยู่ใกล้กัน แต่ USGS ยังเสนอว่า รอยเลื่อนทั้งสองอาจเคลื่อนตัวใน ทิศทางตรงกันข้าม
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ภัยพิบัติ
ภาคเหนือของเวเนซุเอลามีประวัติการเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงมาอย่างยาวนาน โดยเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดในยุคปัจจุบันคือ แผ่นดินไหวการากัส ปี 1967 ขนาด 6.6 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 240 ราย นอกจากนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2025 ที่ผ่านมา พื้นที่ใกล้เคียงเพิ่งประสบเหตุแผ่นดินไหวแบบ Doublet ขนาด 6.2 และ 6.3 ซึ่งสร้างความเสียหายหนักในรัฐซูเลีย และลารา
นับตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมา ภูมิภาคนี้เคยเผชิญกับแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปมาแล้ว 5 ครั้ง ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดนี้ถือเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุด และสร้างความวิตกกังวลให้กับทุกภาคส่วนถึงมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสูงในเมืองใหญ่
วงแหวนแห่งไฟเคลื่อนไหวสูง แผ่นดินไหวหลายประเทศในวันเดียวกัน
แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 2 ครั้งที่เขย่าเวเนซุเอลาเมื่อวันพุธ เป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน รวมถึงแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ของ "วงแหวนแห่งไฟ" (Pacific Ring of Fire)
แรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ที่รับรู้ได้ใน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ นิวกินี และรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟเช่นกัน ถือเป็นสัญญาณเตือนสำหรับทั้งเจ้าหน้าที่ และประชาชนในบริติชโคลัมเบีย ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
ดินอ่อน ชั้นตะกอน ตัวคูณภัยแผ่นดินไหว
“ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศน์ทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่าเกี่ยวกับลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่เกิดเหตุในเวเนซุเอลาว่า พื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุในเวเนซุเอลาไม่ได้เป็นชั้นหินแข็งหรือหินลาวา (แบบที่พบได้ในบางพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น) แต่มีลักษณะเป็น "ชั้นตะกอน" ซึ่งมีคุณสมบัติที่ "เขย่าง่าย" และขยายตัวได้ง่ายกว่า เมื่อมีคลื่นแผ่นดินไหวส่งมาถึง
"ดร.ธรณ์" ชี้ให้เห็นว่าลักษณะทางธรณีสัณฐานแบบนี้เหมือนกับกรุงเทพฯ สามารถได้รับผลกระทบหรือมีความสูญเสียเกิดขึ้นได้ ถึงแม้อยู่ห่างไกลจากจุดกำเนิดแผ่นดินไหวมาก
ทั้งนี้ สภาพธรณีของพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ" ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ใช้ชี้วัดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะรุนแรงขนาดไหน ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความแรงของแผ่นดินไหว ระดับความลึก และมาตรฐานของอาคารสถานในพื้นที่นั้น
ความอันตรายไม่ได้มาจากขนาดแมกนิจูดของแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่สภาพดินที่เป็นตะกอนอ่อนนุ่มในพื้นที่นั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่ออาคารบ้านเรือนได้รุนแรงขึ้น
บทเรียนแผ่นดินไหว ตอกย้ำมาตรฐานอาคาร
แม้เวเนซุเอลาจะมีกฎเกณฑ์การก่อสร้างเพื่อรับมือแผ่นดินไหว แต่อาคารเก่าหรืออาคารที่ไม่ได้มาตรฐานยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่ถล่มลงมาตามที่ปรากฏในข่าว สถานการณ์ปัจจุบัน และผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะนี้รัฐบาลเวเนซุเอลา และหน่วยงานกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตภายใต้ซากปรักหักพัง
สำหรับภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไป เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของมาตรฐานการก่อสร้างอาคาร และการมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม "ดร.ธรณ์" ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ส่งผลให้เกิดสึนามิ เนื่องจากจุดศูนย์กลางอยู่บนบก ไม่ได้เกิดขึ้นในทะเล
อ้างอิง: USGS
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


