วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2569

Login
Login

'โอเมก้าบล็อก' เปลี่ยนยุโรปเป็นเตาอบยักษ์ วิกฤติคลื่นความร้อนจะเกิดถี่ขึ้น

ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลายประเทศมีอุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการเตือนว่านี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ผิดปกติชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปจากภาวะโลกร้อน เมื่อความแปรปรวนของกระแสลมเจ็ทสตรีมก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "โอเมก้าบล็อก" (Omega Block) ล็อกมวลอากาศร้อนเหนือทวีป จนเปลี่ยนยุโรปให้กลายเป็นเตาอบขนาดยักษ์ และทำให้ภัยพิบัติทางสภาพอากาศทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นกว่าที่เคย

"ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงสาเหตุเบื้องหลังวิกฤติคลื่นความร้อน ที่กำลังแผ่ปกคลุมทวีปยุโรปในปัจจุบัน จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยระบุว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เป็นผลมาจากความแปรปรวนของกระแสลม "เจ็ทสตรีม" ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากสภาวะโลกร้อน

เจ็ทสตรีมแปรปรวน ต้นตอ "ฮีทดอม" ทับยุโร

"ดร.ธรณ์" อธิบายว่าในขณะที่เอลนีโญส่งผลกระทบต่อประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทย อเมริกา และออสเตรเลีย สภาพอากาศในยุโรปกลับถูกควบคุมโดยกระแสลมเจ็ทสตรีม ซึ่งเป็นลมที่หมุนรอบขั้วโลกเหนือ เมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระแสลมนี้จะเกิดความแปรปรวนและสร้างลักษณะการไหลที่เรียกว่า "โอเมก้าบล็อก" ซึ่งมีรูปทรงคล้ายตัวอักษรโอเมก้า (Ω)

"โอเมก้าบล็อกคือกระเปาะของอากาศร้อนที่ถูกล็อกไว้ด้วยความกดอากาศสูง ทำให้อากาศเย็นจากภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้ นอกจากนี้ ภายใต้กระเปาะดังกล่าวยังมีแรงอัดอากาศที่ทำให้เมฆก่อตัวได้ยาก เมื่อท้องฟ้าโปร่ง แสงแดดจึงส่องลงมายังพื้นผิวโลกได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเสมือนอยู่ในฮีทโดม"

ปัจจัยเสริมจากทะเลทรายซาฮาราและการขยายตัวของภัยพิบัติ ปัจจัยที่ซ้ำเติมความร้อนในยุโรปใต้คือ ลมร้อนจากทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกาเหนือ ซึ่งสามารถพัดข้ามช่องแคบยิบรอลตาร์เข้าสู่ประเทศสเปนและโปรตุเกสได้โดยตรง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศในยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งในบางพื้นที่อย่างเมืองบอร์โดมีรายงานอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 41-47 องศาเซลเซียส ขณะที่ยุโรปเหนืออย่างสแกนดิเนเวียยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

ปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นเป็นระลอก นานครั้งละ 4-5 วัน และมีแนวโน้มจะกลับมาเกิดซ้ำได้บ่อยครั้งขึ้น นักวิทยาศาสตร์เรียกภาวะนี้ว่า Climate Amplification หรือการที่โลกร้อนเข้าไปเร่งปฏิกิริยาให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติเดิมมีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นจนกลายเป็นภัยพิบัติ

ผลกระทบและการปรับตัว

วิกฤติความร้อนที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ดังนี้

  • ภาคประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากโรคลมแดดและอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
  • ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องวางแผนรับมือกับภัยพิบัติที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากโลกกำลังเข้าใกล้เกณฑ์อุณหภูมิสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสอย่างถาวร
  • การดำเนินธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งอาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและผลิตภาพ

"ดร.ธรณ์" กล่าวทิ้งท้ายเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมว่า ต้นกำเนิดของปัญหามาจากโลกร้อนที่พวกเราเป็นคนทำ เพราะฉะนั้นรักษาธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด และพยายามปรับตัว ทั้งในระดับครอบครัว หน้าที่การงาน และองค์กร เพื่อรับมือกับโลกที่มีแต่ภัยพิบัติมากขึ้นเรื่อย ๆ