วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

เตือน 'ก็อตซิลลา เอลนีโญ' วิกฤติภูมิอากาศครั้งใหญ่ จี้ไทยวางแผนรับมือ

ประเทศไทยต้องตั้งรับความเสี่ยงครั้งใหญ่จากปรากฏการณ์ El Niño (เอลนีโญ) ที่เริ่มก่อตัวอย่างเป็นทางการในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร เมื่อ 11 มิถุนายน 2026 ตามการประกาศขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) และประเมินว่ามีโอกาสสูงถึง 63% ที่จะพัฒนาเป็น Super El Niño หรือเอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

"ดร.สนธิ คชวัฒน์" นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เตือนว่า หากเอลนีโญครั้งนี้ทวีกำลังรุนแรงจนเข้าสู่ระดับที่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเรียกชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการว่า "ก็อตซิลลา เอลนีโญ” (Godzilla El Niño) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โลกอาจเผชิญผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารอย่างกว้างขวาง ขณะที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งจัดทำแผนรับมือแบบบูรณาการในทุกมิติ ก่อนผลกระทบจะลุกลามสู่ภาคเกษตร การจัดการน้ำ สาธารณสุข และระบบเศรษฐกิจ

โลกเสี่ยงร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

"ดร.สนธิ" อธิบายว่า El Niño คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้ระบบหมุนเวียนของบรรยากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลง และทำให้สภาพอากาศของแต่ละภูมิภาคผิดปกติ

หากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส จะเข้าสู่ระดับ Super El Niño ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อนที่ยังคงทวีความรุนแรง จะยิ่งเพิ่มพลังให้ระบบภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงรุนแรงกว่าที่เคย

"ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอลนีโญตามวัฏจักรธรรมชาติ แต่กำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงมีแนวโน้มสร้างผลกระทบที่รุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา"

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกประเมินว่า ปี 2569 หรือ 2570 มีโอกาสกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสเหนือยุคก่อนอุตสาหกรรมเป็นการชั่วคราว ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของวิกฤติภูมิอากาศโลก

ลมกรด ส่งผลต่อพายุทั่วโลก

อีกหนึ่งผลกระทบสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของกระแสลมกรด (Jet Stream) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางของพายุและสภาพอากาศในหลายภูมิภาค เมื่ออุณหภูมิของมหาสมุทรแปซิฟิกเปลี่ยนแปลง ระบบหมุนเวียนของบรรยากาศก็จะถูกจัดระเบียบใหม่ ส่งผลให้เส้นทางพายุฝนและคลื่นความร้อนเคลื่อนตัวแตกต่างจากปกติ

สำหรับมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก NOAA ประเมินว่า เอลนีโญจะเอื้อต่อการเกิดพายุไต้ฝุ่นที่มีกำลังแรงมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย ขณะที่มหาสมุทรแอตแลนติกจะมีจำนวนพายุเฮอร์ริเคนลดลง เนื่องจากกระแสลมชั้นบนที่แรงขึ้นจะรบกวนการก่อตัวของพายุ

ไทยเสี่ยงภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่ารุนแรง

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือการลดลงของปริมาณฝน ฝนทิ้งช่วง และอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

“ดร.สนธิ” ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังภาวะภัยแล้งอย่างจริงจัง โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่พึ่งพาน้ำฝน หากฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำลดลง กระทบต่อการผลิตน้ำประปา ภาคอุตสาหกรรม และการเพาะปลูก

นอกจากนั้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นความร้อน (Heat Wave) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และแรงงานกลางแจ้ง

"หากไม่มีการเตรียมความพร้อมอย่างเพียงพอ ประเทศไทยอาจเผชิญทั้งวิกฤติน้ำ วิกฤติอาหาร และผลกระทบด้านสุขภาพพร้อมกัน"

ทะเลร้อน เสี่ยงปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่

ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะบนบกเท่านั้น อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากเอลนีโญ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปะการังฟอกขาวในทะเลไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งอาจกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล แหล่งท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมประมง

ปะการังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก หากเกิดการฟอกขาวเป็นวงกว้าง จะส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และรายได้ของชุมชนชายฝั่งในระยะยาว
PM2.5 และไฟป่าอาจรุนแรงปลายปี

ภาวะแห้งแล้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควัน PM2.5 โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2569

เมื่อปริมาณความชื้นในป่าลดลง การเกิดไฟป่าจะง่ายขึ้น ขณะที่การเผาในพื้นที่เกษตรสามารถลุกลามได้รวดเร็ว ส่งผลให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กสะสมในบรรยากาศ และกระทบต่อคุณภาพอากาศในหลายจังหวัด

ดร.สนธิ ระบุว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง ปัญหาฝุ่น PM2.5 อาจรุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศแห้งและลมอ่อนจะทำให้ฝุ่นสะสมอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานาน

ผลกระทบกระจายทั่วโลก

นอกจากประเทศไทย หลายภูมิภาคทั่วโลกยังต้องเผชิญผลกระทบแตกต่างกัน

ในอเมริกาเหนือ พื้นที่ตอนเหนือของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจะมีฤดูหนาวอบอุ่นกว่าปกติและหิมะลดลง ขณะที่ตอนใต้ของสหรัฐฯ จะมีฝนตกหนัก พายุฝนฟ้าคะนอง ลูกเห็บ และพายุทอร์นาโดเพิ่มขึ้น

ทวีปอเมริกาใต้มีแนวโน้มเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง ส่วนภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้และเขตซาเฮลมีความเสี่ยงเกิดภัยแล้งรุนแรง นำไปสู่ความเสียหายทางการเกษตรและปัญหาความมั่นคงทางอาหาร

สำหรับยุโรป คาดว่าจะเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงและยาวนานมากขึ้น จากการเกิดโดมความร้อนส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข พลังงาน และการเกษตร

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงอาหาร

เอลนีโญครั้งนี้อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง

ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลง โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

ภาคพลังงานต้องเผชิญความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศ ขณะที่การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอาจลดลงจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่น้อยลง

ภาคธุรกิจต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำ ค่าไฟ และวัตถุดิบทางการเกษตร ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนและการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ

รัฐต้องเร่งวางแผนรับมือระดับชาติ

“ดร.สนธิ” เสนอว่า ประเทศไทยควรยกระดับการรับมือเป็นแผนบูรณาการระดับชาติ โดยให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันทั้งด้านน้ำ เกษตร สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย

  • จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำสำรองล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี เพื่อรองรับภาวะฝนทิ้งช่วง
  • รณรงค์ลดการใช้น้ำในทุกภาคส่วน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
  • ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนชนิดพืชไปสู่พืชใช้น้ำน้อย รวมถึงปรับปฏิทินเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ
  • ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลดาวเทียมในการติดตามความเสี่ยงภัยแล้ง ประเมินพื้นที่เกษตร และตรวจจับจุดความร้อนแบบเรียลไทม์
  • เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังไฟป่า การลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมายกับการเผาในที่โล่ง
  • พัฒนาระบบเตือนภัยด้านสาธารณสุข โดยเฝ้าระวังโรคลมแดด โรคที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิสูง และโรคระบบทางเดินอาหารจากการขาดแคลนน้ำสะอาด

ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวก่อนวิกฤติจะมาถึง

"ดร.สนธิ" กล่าวว่า การรับมือกับเอลนีโญไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ภาคธุรกิจควรเตรียมแผนบริหารความเสี่ยงด้านน้ำและพลังงาน รวมถึงประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภาคเกษตรต้องใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศประกอบการวางแผนเพาะปลูก ส่วนประชาชนควรใช้น้ำอย่างประหยัด ติดตามการแจ้งเตือนสภาพอากาศ และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด

"หากเรารอจนภัยแล้งเกิดขึ้นแล้วจึงเริ่มแก้ไข ความเสียหายจะสูงกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันหลายเท่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพราะวิกฤติภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด"

แม้เอลนีโญจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร แต่เมื่อเกิดร่วมกับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ความรุนแรงของผลกระทบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักวิชาการจึงเห็นตรงกันว่า การวางแผนเชิงรุก การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ในการตัดสินใจ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงปลายปี 2569 และตลอดปี 2570