วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

มหาสมุทรพยุงสมดุลโลก แบกรับโลกร้อนเกินขีดจำกัด ใกล้ถึงจุดย้อนกลับไม่ได้

วิกฤติสภาพภูมิอากาศกำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่ธรรมชาติอาจไม่สามารถรองรับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ได้อีกต่อไป หลังมหาสมุทรซึ่งทำหน้าที่ดูดซับความร้อนของโลกตลอดใกล้ถึงขีดจำกัด ส่งสัญญาณเตือนจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ศาสตราจารย์ โทนี เฮย์เมต” หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ถึงข้อมูลเชิงลึกและคำเตือนที่สำคัญเกี่ยวกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างการเยือนสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงบทบาทวิกฤติของมหาสมุทรที่กำลังเผชิญกับภาวะความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ พร้อมเสนอแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการปรับตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในอนาคต

มหาสมุทรส่งสัญญาณอันตราย

“ศ.เฮย์เมต” ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของมหาสมุทรในฐานะผู้ช่วยพยุงสมดุลของโลก โดยระบุว่า มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ไปแล้วถึงร้อยละ 93 หรือคิดเป็นพลังงานมหาศาลกว่า 300 เซตตะจูล ความร้อนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังหมุนเวียนอยู่รอบโลกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางทะเล ทั้งในรูปแบบของปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงทั้งในไทยและออสเตรเลีย รวมถึงปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งขนาดใหญ่ที่พบในออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้

มหาสมุทรพยุงสมดุลโลก แบกรับโลกร้อนเกินขีดจำกัด ใกล้ถึงจุดย้อนกลับไม่ได้

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ วงจรป้อนกลับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ น้ำเย็นจะดูดซับ CO2 ได้ดีกว่าน้ำร้อน ดังนั้น เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น ความสามารถในการกักเก็บ CO2 จะลดลง ส่งผลให้มีก๊าซเรือนกระจกตกค้างในชั้นบรรยากาศมากขึ้น และทำให้อุณหภูมิโลกยิ่งสูงขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ

“มหาสมุทรเป็นเพื่อนที่ดีต่อเรามาโดยตลอด มันช่วยดูดซับมลพิษที่เราสร้างขึ้น แต่ถึงเวลาแล้วที่เราต้องรับฟังคำเตือนจากมหาสมุทรและทำทุกวิถีทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

แอนตาร์กติกาละลาย สะท้อนอนาคต

จากการทำงานวิจัยในแอนตาร์กติกามากว่า 20 ปี “ศ.เฮย์เมต” ระบุว่า การละลายของธารน้ำแข็งจากด้านล่างด้วยน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างน่าตกใจ เปรียบเป็น "นกคานารีในเหมืองถ่านหิน" ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่ชัดเจนที่สุด

“ข้อมูลที่น่ากังวลคือ แม้เราจะหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในวันนี้ แต่ระดับน้ำทะเลจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อไปอีกหลายร้อยปี สิ่งนี้หมายความว่าทุกประเทศต้องเริ่มวางแผนปรับเปลี่ยนกิจกรรมโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ การดำเนินงานทางทหาร หรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่พึ่งพาทรัพยากรทางทะเล”

ช่องว่าง "สัญญา-ลงมือทำ"

ในระดับนโยบาย “ศ.เฮย์เมต” บอกว่า มีความท้าทายอย่างยิ่งในการเปลี่ยนจากเป้าหมายบนกระดาษสู่การปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเมื่อโลกเผชิญกับวิกฤติการณ์อื่น ๆ เช่น วิกฤติพลังงาน ปัญหาเศรษฐกิจ หรือโรคระบาดอย่างโควิด-19 ซึ่งมักจะทำให้ประเด็นเรื่องสภาพภูมิอากาศถูกลดความสำคัญลงไป

ออสเตรเลียเองได้ประกาศเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 62 ถึง 70 ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับระดับในปี 2005 อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงเป้าหมายร้อยละ 70 นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาการค้นพบทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการรักษาทัศนคติที่แน่วแน่ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ

นอกจากนี้  “ศ.เฮย์เมต” ยังเปรียบเทียบการแก้ไขปัญหาโลกร้อนว่าเป็น "กีฬาประเภททีม" ที่ไม่มีประเทศใดสามารถทำสำเร็จได้เพียงลำพัง แม้โลกจะมีมหาอำนาจด้านการปล่อยก๊าซ 6 อันดับแรก แต่กลุ่มประเทศรองลงมาอีก 30-40 ประเทศ ซึ่งรวมถึงออสเตรเลียและไทย ที่แต่ละประเทศปล่อยก๊าซประมาณร้อยละ 1-2 ของโลก ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้โลกบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้สำเร็จ

บทบาทของวิทยาศาสตร์

ประเด็นสำคัญที่  “ศ.เฮย์เมต” ให้ความสำคัญคือ ความเชื่อมั่นและการสื่อสาร โดยเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์มีหน้าที่รับผิดชอบในการแปลคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ เพื่อต่อสู้กับข้อมูลที่บิดเบือน

ในด้านการเมือง นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ แต่อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร มาร์กาเรต แทตเชอร์ ซึ่งจบการศึกษาด้านเคมี ทำให้เธอเข้าใจถึงอันตรายของ CO2 ผ่านความรู้ด้านสเปกโทรสโกปีได้ทันที นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ต้องก้าวออกจากห้องแล็บเพื่ออธิบายความหมายของการค้นพบที่มีต่อประเทศและต่อโลกให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจได้รับทราบอย่างถ่องแท้

COP31 ทวงคืนความยุติธรรม

ในฐานะที่ออสเตรเลียจะดำรงตำแหน่งประธานการเจรจาในการประชุม COP31 ออสเตรเลียมีแผนจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นของประเทศรัฐเกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิกและกลุ่มชนพื้นเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างรุนแรงที่สุด แม้พวกเขาจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างปัญหาภาวะโลกร้อนน้อยที่สุดก็ตาม

“ความย้อนแย้งที่เลวร้ายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ คนที่มีส่วนรับผิดชอบน้อยที่สุดกลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สถานการณ์ในประเทศอย่างฟิจิและตูวาลูที่กำลังเผชิญกับการถูกน้ำท่วมขังในช่วงน้ำหนุนสูงหรือพายุเข้า การประชุม COP31 จึงเป็นโอกาสสำคัญที่โลกจะหันมามองความเดือดร้อนของประเทศที่ยากจนซึ่งได้รับผลกระทบจากการปล่อยก๊าซของประเทศที่ร่ำรวย”

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกลโพ้นอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤติที่ต้องการการตัดสินใจที่อ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

  • ภาครัฐ: จำเป็นต้องบูรณาการวิทยาศาสตร์เข้ากับการกำหนดนโยบาย และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
  • ภาคธุรกิจ: ต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  • ประชาชนทั่วไป: การทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์จะช่วยให้สังคมสามารถรับมือกับข้อมูลที่ผิดและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้

การเยือนของ ศาสตราจารย์โทนี เฮย์เมต จึงเป็นการย้ำเตือนว่า แม้วิกฤติจะดูหนักหนา แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ การลงทุนในเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด และการสื่อสารที่โปร่งใส โลกยังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวและบรรเทาผลกระทบที่รุนแรงที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติในอนาคต