วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘คลื่นความร้อน’ ถล่มยุโรป อุณหภูมิทะลุ 45 °C เกิดความปรกติใหม่ที่มนุษย์ต้องเผชิญ

ยุโรป” กำลังเผชิญกับ “คลื่นความร้อน” ครั้งรุนแรงและยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ หลายประเทศในยุโรปตะวันตกและยุโรปกลางประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด เนื่องจากอุณหภูมิสูงขึ้นจนทำลายสถิติเดิม และจะกลายเป็นความปรกติใหม่ที่มนุษย์ต้องเผชิญ  โดยเฉพาะในฝรั่งเศส สเปน และสหราชอาณาจักรที่อุณหภูมิพุ่งสูงจนน่าตกใจ

 

ร้อนทุบสถิติ

สภาพอากาศสุดขั้วที่ยุโรปกำลังเผชิญอยู่ เป็นผลมาจาก “โดมความร้อน” (Heat Dome) หรือ “โอเมก้าบล็อก” (Omega Block) ซึ่งเป็นระบบความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ที่หยุดนิ่งเหนือทวีปยุโรป ปรากฏการณ์นี้ทำหน้าที่เหมือนฝาหม้อที่กักเก็บและบีบอัดมวลอากาศร้อนจากแอฟริกาเหนือและทะเลทรายซาฮาราไว้ข้างใต้ โดยไม่มีกระแสลมช่วยระบายความร้อน ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน

ในประเทศฝรั่งเศส เมืองปัวตีเยเผชิญกับอุณหภูมิได้สูงถึง 41.2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในปี 1947 ลงอย่างราบคาบ เช่นเดียวกับเมืองปิสโซส ทางตะวันตกเฉียงใต้พุ่งทะลุไปถึง 42.2 องศาเซลเซียส และกรุงปารีสเองก็เผชิญกับอุณหภูมิเฉียด 40 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงเดือนมิถุนายน สภาวะเช่นนี้ทำให้หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาต้องประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในกว่า 54 พื้นที่ทั่วประเทศ

ความร้อนรุนแรงเช่นนี้ ทำให้อุณหภูมิยามค่ำคืนสูงต่อเนื่อง โดยฝรั่งเศสเจอกับอุณหภูมิช่วงกลางคืนเฉลี่ยที่สูงถึง 21.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็น “คืนที่ร้อนที่สุด” นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 1947 ด้วยสภาวะที่อุณหภูมิไม่ลดต่ำลงกว่า 20 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายคืนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระบวนการฟื้นฟูร่างกายของมนุษย์จากความร้อนสะสมในช่วงกลางวัน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในวงกว้าง

ทางด้านประเทศสเปน อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 45.1 องศาเซลเซียสในเทศบาลอันดูฆาร์ ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ แม้แต่ในซานเซบาสเตียน เมืองชายฝั่งทางตอนเหนือที่ปรกติจะมีอากาศเย็นสบาย ก็ยังมีอุณหภูมิแตะระดับ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานี้ถึงสองเท่า แสดงให้เห็นว่าไม่มีพื้นที่ใดในยุโรปที่ปลอดภัยจากความร้อนสุดขั้วนี้

สหราชอาณาจักร ประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสีแดง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยมีการพยากรณ์ว่าอุณหภูมิในอังกฤษและเวลส์อาจพุ่งถึง 40 องศาเซลเซียส มาร์ก ซิดอะเวย์ รองหัวหน้าพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า “สภาวะร้อนชื้นที่เกิดขึ้นจะทำให้การระบายความร้อนจากร่างกายทำได้ยากลำบาก และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งระบบสุขภาพและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ”

 

โศกนาฏกรรมท่ามกลางอากาศร้อน

คลื่นความร้อนในยุโรปครั้งนี้ คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบร้อยรายแล้ว ฝรั่งเศสรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กและผู้สูงอายุจากภัยความร้อน เหตุการณ์ที่น่าสลดใจที่สุดคือการพบเด็กอายุ 2 และ 4 ขวบเสียชีวิตในรถยนต์ที่ร้อนจัดทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งอุณหภูมิภายนอกสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ขณะที่ในภูมิภาคบอร์โดมีผู้สูงอายุเสียชีวิตอีกหลายรายจากโรคประจำตัวที่ทรุดลงเนื่องจากสภาพอากาศ

นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนพยายามลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อนในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีผู้คอยดูแล จนทำให้มีผู้จมน้ำเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 รายนับตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน โดยส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

มารินา เฟอร์รารี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬา กล่าวกับวิทยุ France Inter ว่า “การว่ายน้ำในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตในช่วงคลื่นความร้อน ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้

ผลกระทบยังขยายวงกว้างไปถึงระบบการศึกษาและกิจกรรมทางสังคม โดยโรงเรียนหลายร้อยแห่งในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรต้องสั่งปิดการเรียนการสอนหรือปรับลดชั่วโมงเรียนลงเพื่อความปลอดภัยของเด็ก กิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างคอนเสิร์ตฟรีที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ต้องถูกยกเลิก แม้แต่การแข่งขันเทนนิสเบอร์ลิน โอเพ่น ในเยอรมนี ก็ต้องระงับไปนานหลายชั่วโมงเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานก็กำลังเริ่มล้มเหลว เนื่องจากไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอุณหภูมิระดับนี้ รางรถไฟในหลายพื้นที่เริ่มโก่งตัวจากความร้อน และสายส่งไฟฟ้ามีความเสี่ยงที่จะเสียหาย ในเบลเยียม บริษัทรถไฟแห่งชาติต้องยกเลิกขบวนรถในช่วงเวลาเร่งด่วนเพื่อป้องกันเหตุขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งระบบ ขณะที่ชาวกรุงลอนดอน ได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถไฟ และสำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้เตือนถึงผลกระทบรุนแรงต่อพลังงานและน้ำ

อีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวล คือ บ้านเรือนในยุโรปส่วนใหญ่ไม่มีระบบปรับอากาศ โดยมีเพียง 20% เท่านั้นที่ติดตั้งระบบดังกล่าว สถาปัตยกรรมในยุโรปเหนือมักถูกสร้างมาเพื่อกักเก็บความร้อนในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเมื่อเกิดคลื่นความร้อน อาคารเหล่านี้จะกลายเป็น “กับดักความร้อน” ที่เป็นอันตราย 

ทิมูร์ โดกัน รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลอธิบายว่า “ความร้อนที่ทำร้ายผู้คนจริงๆ คือความร้อนที่กักเก็บอยู่ภายในบ้าน คืนที่อากาศร้อนจัด ความร้อนจะสะสมอยู่ในโครงสร้างอาคารวันแล้ววันเล่า สภาพภายในบ้านจะแย่ลงเรื่อยๆ และร่างกายก็ไม่สามารถฟื้นตัวได้”

 

การปรับตัวในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์โดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ ยุโรปกำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าทวีปอื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิสูงเป็นสองถึงสามเท่าของค่าเฉลี่ยโลก ส่วนหนึ่งมาจากการที่พื้นที่ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในอาร์กติก ซึ่งเกิดวงจรป้อนกลับของการละลายของน้ำแข็งที่ทำให้พื้นผิวดินดูดซับความร้อนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ริชาร์ด อัลลัน ศาสตราจารย์ด้านภูมิอากาศวิทยา ระบุว่า “มันชัดเจนจนแทบไม่ต้องอธิบายแล้วว่าคลื่นความร้อนจะทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้นไปขัดขวางความสามารถของโลกในการระบายความร้อนออกสู่อวกาศ" 

นอกจากนี้ ความร้อนที่สูงขึ้นนี้ยังส่งผลให้เกิดภัยแล้งที่มาเร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของพายุฝนที่รุนแรงและการเกิดน้ำท่วมใหญ่จากการระเหยของน้ำในปริมาณมหาศาล

ฟรีเดอริก โอทโท ศาสตราจารย์จากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอนกล่าวว่า เหตุการณ์คลื่นความร้อนเมื่อปีที่แล้ว เป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าโลกกำลังเจอวิกฤติแล้ว แต่ดูเหมือนว่าผู้คนกลับไม่สนใจ จนมาเจอกับวิกฤติความร้อนในปีนี้อีก พร้อมย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่ผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่เพิ่งเริ่มต้น แต่เป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาอย่างยาวนาน

สภาพอากาศที่ยุโรปกำลังเผชิญไม่ได้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของแบบจำลองคอมพิวเตอร์ แต่มันสะท้อนถึงขีดจำกัดสูงสุดของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เคยเตือนไว้ การทำลายสถิติเดิมด้วยส่วนต่างหลายองศาเซลเซียสถูกเรียกว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมาก โดยปีเตอร์ ธอร์น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภูมิอากาศไอคารัส ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสภาวะภูมิอากาศที่เคยมั่นคงตลอดหลายร้อยปีได้สิ้นสุดลงแล้ว

“ไม่มีที่ไหนพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราพยายามจะยื้อให้สภาพอากาศคงที่นานที่สุด หลังจากที่เราปล่อยปละละเลยและเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมานานกว่า 200 ปี ซึ่งดูเหมือนเราจะรักษามันไม่ได้” ธอร์นกล่าว

การแก้ปัญหาคลื่นความร้อนในยุโรปในระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ด้วยการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการก่อสร้างอาคารให้สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น โดยอาจต้องนำเทคนิคสถาปัตยกรรมแถบเมดิเตอร์เรเนียนดั้งเดิม ที่มีลานกลางบ้านและหน้าต่างบานพับหนามาประยุกต์ใช้ แทนที่จะใช้เทคนิคการก่อสร้างสมัยใหม่ที่มักกักเก็บความร้อนเอาไว้

อย่างไรก็ตาม การติดตั้งระบบปรับอากาศ ซึ่งดูเหมือนเป็นทางออกที่ทำได้เลย กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ทั้งจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและประเด็นถกเถียงทางการเมืองเกี่ยวกับการใช้พลังงาน

นอกจากนี้ เมืองใหญ่หลายแห่งเริ่มวางรากฐานการเป็น “เมืองที่ทนทานต่อภูมิอากาศ” ผ่านการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความเย็นอย่างถาวร เช่น การทำแผนที่พื้นที่เย็นในลอนดอน การจัดตั้งศูนย์พักพิงสภาพภูมิอากาศในบาร์เซโลนา และทำความสะอาดแหล่งน้ำในเมืองอย่างคลองและแม่น้ำในปารีสเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นพื้นที่คลายร้อนได้อย่างปลอดภัย 

ขณะเดียวกัน ยุโรปต้องเตรียมพร้อมสำหรับภัยแล้งและพายุฝนที่รุนแรงขึ้นซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากชั้นบรรยากาศที่ร้อนขึ้นด้วย แต่นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าการปรับตัวที่ยั่งยืนที่สุดคือ การลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างก๊าซเรือนกระจกและไปขัดขวางการระบายความร้อนของโลก 


ที่มา: AljazeeraCNBCCNNThe New York TimesTIME