วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

คนรวยที่สุด 10% ของโลก สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม มูลค่าปีละ 5.7 ล้านล้านดอลลาร์

ผลการศึกษา จากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยเลเดน พบว่า พฤติกรรมการบริโภคของประชากรกลุ่มที่รวยที่สุด 10% ของโลก สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมคิดเป็นมูลค่ารวม 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

ความเสียหายมหาศาลจากกลุ่มผู้บริโภคระดับบน

ค่าเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากประชากรกลุ่มบริโภคสูงสุด 10% ที่มีมูลค่า 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี มีมูลค่าสูงกว่าระบบเศรษฐกิจของเกือบทุกประเทศในโลก ยกเว้นเพียงสหรัฐาและจีนเท่านั้น โดยกลุ่ม “ผู้บริโภคขนาดใหญ่” (Mega-consumers) ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศทางซีกโลกเหนือ ได้แก่ ชาวสหรัฐมากกว่า 50% ของประเทศ และ 40-45% ของประชากรในสหภาพยุโรป

หากพิจารณาเป็นรายบุคคล ผู้บริโภคในกลุ่ม 10% บนสุดของโลกจะสร้างความเสียหายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,300-7,500 ดอลลาร์ต่อคน แต่ถ้าดูเฉพาะในสหรัฐ ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเป็น 19,000-63,000 ดอลลาร์ต่อคน คิดเป็น 6-20% ของรายได้ส่วนบุคคล หรือ 0.8-3% ของความมั่งคั่งที่ชาวอเมริกันมี 

ในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างอินเดีย ตัวเลขความเสียหายต่อหัวในกลุ่ม 10% บนสุดอยู่ที่เพียง 410-1,400 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการบริโภคอย่างชัดเจน

สำหรับการประเมินมูลค่าความเสียหาย ครอบคลุมปัจจัยสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มลพิษจากสารอาหาร และการใช้น้ำจืด นักวิจัยหวังว่าการเปลี่ยนผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้เป็นตัวเลขทางการเงิน จะช่วยให้สังคมมองเห็นขนาดของปัญหาและความรับผิดชอบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อินเกอ ชไรเวอร์ ผู้นำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเลเดน กล่าวว่า “ถึงฉันจะรู้สึกไม่สบายใจนักที่ต้องตีมูลค่าสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเงิน เพราะมูลค่าที่แท้จริงของธรรมชาตินั้นประเมินค่าไม่ได้ แต่การแสดงความเสียหายทั้งหมดในรูปของตัวเงินจะช่วยให้เห็นถึงขนาดความเสียหายและความรับผิดชอบของกลุ่มคน 10% บนสุดได้”

 

ผลกระทบจากไลฟ์สไตล์หรูหรา

“อาหาร” และ “พลังงาน” เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่รวยที่สุด สร้างความเสียหายต่อโลกอย่างมหาศาล สำหรับอาหารมาจากการบริโภคเนื้อแดง เพราะการทำปศุสัตว์เป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อสร้างทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชอาหารสัตว์ ส่วนด้านพลังงาน มาจากการเดินทางโดยเครื่องบิน ตลอดจนการทำความร้อนและความเย็นในบ้านพักอาศัยขนาดใหญ่

รายงานระบุว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสัดส่วนความเสียหายที่ใหญ่ที่สุด โดยคิดเป็น 47-56% ของมูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมด ตามมาด้วยวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประมาณ 36-45% ซึ่งข้อมูลนี้ตอกย้ำว่าควรมีการแก้ไขปัญหาทั้งสองด้านไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 5.7 ล้านล้านดอลลาร์นี้อาจเป็นการประเมินที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากงานวิจัยนี้ครอบคลุมเพียง 4 จาก 9 ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) เท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น การเป็นกรดของมหาสมุทร มลพิษจากสารเคมีใหม่ ๆ และฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศที่ยังไม่ได้ถูกนำมารวมในการคำนวณครั้งนี้

นอกจากนี้ การคำนวณดังกล่าวยังอ้างอิงจาก “การบริโภคโดยตรง” เท่านั้น แต่สำหรับผู้ที่มีฐานะร่ำรวย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าครึ่งหนึ่งมักจะมาจาก “การลงทุน” ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มักจะไปสนับสนุนบริษัทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

ขณะที่ งานวิจัยจากกรีนพีซที่ระบุว่า สินทรัพย์ที่ครอบครองโดยกลุ่มคนรวยที่สุด 1% ของโลกนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 25% ของทั้งโลก และก่อให้เกิดความเสียหายทางสภาพภูมิอากาศเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยขยายภาพความรับผิดชอบที่ส่งผ่านจากการลงทุน

พอล เบห์เรนส์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและผู้ร่วมวิจัยระบุว่า “หากจะมีอะไรที่ต้องติในรายงานฉบับนี้ ก็คงเป็นเรื่องตัวเลขที่น้อยกว่าความเป็นจริง เพราะมันยังไม่ได้รวมการปล่อยก๊าซที่ผูกติดอยู่กับการลงทุนของกลุ่มคนรวย ซึ่งงานวิจัยชี้ให้เห็นว่ารอยเท้าคาร์บอนส่วนใหญ่ของคนรวยมาจากสิ่งที่เขาครอบครอง ไม่ใช่แค่การใช้ชีวิต”

 

การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย

มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากคนเพียง 10% นี้ สูงกว่างบประมาณที่ทั่วโลกต้องการเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่หลายเท่า ตัวอย่างเช่น งบประมาณที่จำเป็นสำหรับการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพในปี 2030 อยู่ที่ 675,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งความเสียหายจากผู้บริโภคในสหรัฐหรือจีนเพียงประเทศเดียวก็ครอบคลุมตัวเลขนี้แล้ว

นักวิจัยมองว่ากลุ่มคน 10% นี้ ไม่เพียงแต่เป็นผู้สร้างความเสียหายมากที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มที่มี “อำนาจต่อรอง” สูงสุดในการนำพาโลกไปสู่การเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเงินทุนที่พวกเขาลงทุนในบำนาญหรือโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นตัวตัดสินว่าอุตสาหกรรมใดจะได้ขยายตัว และไลฟ์สไตล์ที่พวกเขาเลือกทำจะกลายเป็น บรรทัดฐานที่สังคมส่วนใหญ่พยายามทำตาม

เบห์เรนส์กล่าวเสริมถึงบทบาทนี้ว่า “พวกเขามีบทบาทมากกว่าปรกติ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภค แต่ยังเป็นนักลงทุน นายจ้าง ผู้นำเทรนด์ และผู้กำหนดทิศทางตลาด พวกเขามีอิทธิพลในการตัดลดการปล่อยก๊าซมากกว่าความรับผิดชอบที่พวกเขามีต่อโลกเสียอีก”

คณะวิจัยเสนอให้นำหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter-pays principle) มาปรับใช้อย่างเข้มงวดผ่านนโยบายภาษี รัฐบาลสามารถพุ่งเป้าไปที่การเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีความมั่งคั่ง และภาษีคาร์บอน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยมลพิษแล้ว ยังสร้างรายได้มหาศาลเพื่อนำมาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน

การเก็บภาษีที่เน้นไปที่กลุ่มผู้บริโภคระดับบน ยังช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมในสังคม เพราะในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง การนำรายได้จากการภาษีมาจัดสรรใหม่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนยากจนได้ โดยไม่ขัดขวางเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับกลุ่มคนรายได้น้อย ที่มักจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติรุนแรงที่สุด

ชไรเวอร์กล่าวทิ้งท้ายว่า “หากเงินจากผู้ก่อมลพิษถูกนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหา มันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของเงินเท่านั้น กฎระเบียบและข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง”


ที่มา: Business StandardFortunePhysThe GuardianTIME