นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการวิกฤติทั่วโลกกำลังเร่งส่งสัญญาณเตือนถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ความเสี่ยงซ้อนทับ” (Compound Risk) ซึ่งเป็นภาวะที่ภัยอันตรายตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปเกิดขึ้นพร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกัน จนสร้างผลกระทบที่รุนแรงกว่าการรวมกันของภัยพิบัติเดี่ยว
ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขยายตัวของเมืองกำลังทำให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานและกลไกการรับมือของรัฐในหลายประเทศเริ่มถึงจุดแตกหัก
เมื่อ 1 บวก 1 ให้ผลลัพธ์มากกว่า 2
ตามนิยามของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ความเสี่ยงแบบสะสมคือการปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยง เช่น ไฟป่าที่เกิดร่วมกับคลื่นความร้อน หรือพายุที่ซ้อนทับกับสภาวะความร้อนรุนแรง ความน่ากลัวของปรากฏการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของภัยแต่ละชนิด แต่อยู่ที่การที่พวกมัน "ส่งเสริม" กันจนทำให้ขีดความสามารถในการรับมือของระบบต่าง ๆ ล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว
สำนักงานสหประชาชาติเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (United Nations Office for Disaster Risk Reduction: UNDRR) ระบุว่า วิธีการประเมินความเสี่ยงแบบเดิมที่พิจารณาภัยทีละอย่างกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ล้าสมัย เพราะไม่สามารถจับทิศทางการเปลี่ยนแปลงเมื่อภัยหลายอย่างเชื่อมโยงกันได้
บทเรียนจากเหตุการณ์จริง จากปากีสถานถึงออสเตรเลีย
ความเสี่ยงแบบสะสมไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน กรณีที่ชัดเจนที่สุดคือเหตุการณ์ใน ปากีสถาน ปี 2022 ซึ่งเริ่มต้นด้วยคลื่นความร้อนรุนแรงที่อุณหภูมิทะลุ 50 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ดินแห้งแล้งและเกิดการละลายของธารน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว เมื่อมรสุมตามมาในภายหลัง ดินที่แห้งผากจึงไม่สามารถดูดซับน้ำได้ ทำให้น้ำท่วมรุนแรงกว่าปกติจนพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศจมอยู่ใต้น้ำ กระทบประชากรกว่า 33 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ใน ออสเตรเลีย ช่วงปี 2019-2020 ปรากฏการณ์ "Megafires" หรือไฟป่าขนาดมหึมา เกิดขึ้นจากการสะสมของความร้อนและปริมาณฝนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่องหลายปี สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบแบบโดมิโน เช่น เมื่อเกิดไฟป่าพร้อมคลื่นความร้อน พนักงานไฟฟ้าอาจไม่สามารถซ่อมแซมเสาไฟฟ้าที่เสียหายได้เนื่องจากอันตรายจากไฟและควัน ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดของระบบนี้อาจนำไปสู่เหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างนานหลายวัน
นอกจากนี้ ใน ยุโรป ผลการศึกษาในปี 2026 พบความจริงที่น่าตกใจว่า กว่าร้อยละ 70 ของเหตุการณ์น้ำท่วมในภูมิภาคนี้มีลักษณะเป็นแบบสะสม โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมแบบสะสมนั้นสูงกว่าน้ำท่วมทั่วไปเฉลี่ยถึง 2.8 เท่า และสถิติยังชี้ว่าเหตุการณ์ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภัยอันตรายตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 186 ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา
ผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ปรากฏการณ์ความเสี่ยงแบบสะสมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทุกภาคส่วนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ภาคประชาชนและสาธารณสุข: ความเปราะบางของประชาชนจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เช่นในกรณีของ ญี่ปุ่น (2018) ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่จนระบบไฟฟ้าและน้ำประปาถูกทำลาย เมื่อเกิดคลื่นความร้อนตามมาในทันที ประชาชนที่ไม่มีน้ำดื่มและเครื่องปรับอากาศจึงตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงชีวิตอย่างรุนแรง
- ภาครัฐและการวางแผนเมือง: รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโมเดลการเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems) ให้สามารถวิเคราะห์ภัยหลายชนิดพร้อมกันได้ การวางแผนป้องกันพลเรือนต้องมองภาพรวมที่กว้างกว่าเดิมเพื่อระบุจุดย่อยยับ (Choke points) ของระบบโครงสร้างพื้นฐาน
- ภาคธุรกิจและการเงิน: อุตสาหกรรมประกันภัยและสถาบันการเงินกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง หากแบบจำลองความเสี่ยงยังคงคำนวณภัยพิบัติแยกส่วนกัน ความสูญเสียทางการเงินที่ไม่ได้คาดคิดอาจส่งผลต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
การคาดการณ์ในอนาคต
การที่พายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นพร้อมกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและตามด้วยคลื่นความร้อน จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เราต้องเจอ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับระบบทั้งหมด
ข้อมูลจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (รัฐลุยเซียนา) ระบุว่า หากโลกยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (SSP5-8.5) ความถี่ของเหตุการณ์ที่รุนแรงเทียบเท่าพายุเฮอริเคนไอดา (พายุ + ไฟดับ + คื่นความร้อน) อาจเพิ่มขึ้นถึง 17 เท่าภายในสิ้นศตวรรษนี้ โดยปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความรุนแรงคือการทวีความร้อนของคลื่นความร้อนนั่นเอง
ทางออก บูรณาการและแบบจำลองอิงฟิสิกส์
เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนนี้ แวดวงวิชาการเสนอให้ใช้การประเมินความเสี่ยงแบบบูรณาการที่รวมเอาหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอุตุนิยมวิทยา วิศวกรรมไฟฟ้า ผังเมือง และสังคมศาสตร์
หนึ่งในความหวังสำคัญคือการใช้ "แบบจำลองอิงฟิสิกส์" ที่สามารถจำลองการปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิอากาศและระบบโครงสร้างพื้นฐานได้แม่นยำกว่าวิธีทางสถิติแบบดั้งเดิม วิธีนี้จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นภาพฉากทัศน์ของภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น และสามารถสร้างยุทธศาสตร์การปรับตัวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าเนื่องจากความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ วิธีการประเมินความเสี่ยงจะต้องได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลใหม่ ๆ ที่ปรากฏขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่ามนุษยชาติจะมีความพร้อมเพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับโลกที่ภัยอันตรายไม่ได้มาเพียงลำพังอีกต่อไป


