เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดงานเสวนาวิชาการระดับนโยบาย "Beyond Borders, Beyond Solutions" ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ "ทางออกของประเทศไทยต่อมลพิษข้ามพรมแดน: บูรณาการนิติวิทยาศาสตร์ กฎหมาย การเจรจา และข้อมูลวิจัย" เพื่อเร่งหาทางออกฉุกเฉินต่อวิกฤติการปนเปื้อนของสารพิษจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลุ่มน้ำแม่สาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ในภาคเหนือของไทย งานเสวนานี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและผู้บริหารนโยบายด้านการวิจัย เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะใช้เป็นฐานในการเจรจาระหว่างประเทศและการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไทยในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย
มลพิษข้ามพรมแดน วาระเร่งด่วนที่รอไม่ได้
ศ.ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยในฐานะหน่วยงานหลักด้านการสนับสนุนงบประมาณวิจัยว่า ปัญหาการปนเปื้อนจากมลพิษข้ามพรมแดนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่ได้ยกระดับเป็นวิกฤติเร่งด่วนของชาติ และเป็นวาระสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านการบูรณาการความรู้จากทุกภาคส่วน
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สกสว. ได้สนับสนุนกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้คณะนักวิจัยลงพื้นที่เก็บตัวอย่างและศึกษาข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ตั้งแต่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ไปจนถึง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อให้ได้หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้
"ภารกิจสำคัญของ สกสว. คือการใช้องค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ ปัญหาการปนเปื้อนนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง หากเราไม่เร่งสร้างระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็ง ความเสียหายจะขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้านที่พึ่งพาน้ำจากแหล่งธรรมชาติ"
Open Science และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ศ.ดร. สมปอง ได้เน้นย้ำถึงรูปแบบการทำงานที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์แบบเปิด" (Open Science) ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลวิจัยเข้ากับข้อมูลหน้างานจริงจากภาคประชาสังคม เช่น สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลความปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง
"ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นอาวุธสำคัญในการปกป้องสิทธิของคนในพื้นที่ ข้อมูลวิจัยจะไม่ถูกเก็บไว้เพียงบนหิ้ง แต่จะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการของรัฐสภาเพื่อกำหนดเป็นมาตรการทางกฎหมายและการเจรจาระดับภูมิภาคต่อไป”
ภัยเงียบจากเหมืองแร่หายาก
ในมิติของหลักฐานทางเทคนิค ศ. แดนนี่ ดี. เรเบิล (Danny D. Reible) จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส เทค สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการฟื้นฟูตะกอนปนเปื้อนและสมาชิก National Academy of Engineering ได้นำเสนอข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจจุดบรรจบของแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง โดยชี้ให้เห็นว่าสาเหตุหลักของมลพิษเกิดจากการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) และวัสดุอื่น ๆ ในประเทศเมียนมา ซึ่งมีการปล่อยกากแร่และตะกอนจำนวนมหาศาลลงสู่ลำน้ำโดยตรง
ผลการศึกษาพบว่า สารปนเปื้อนที่น่ากังวลที่สุดคือ "สารหนู" และโลหะหนักอื่น ๆ ซึ่งมีความเข้มข้นสูงในตะกอนที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องน้ำเสียจากเหมืองที่เป็นกรด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวัสดุจากการทำเหมืองสัมผัสกับอากาศและน้ำฝน ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ละลายสารพิษลงสู่แม่น้ำอย่างรวดเร็ว
ศาสตราจารย์ เรเบิล อธิบายว่า ความท้าทายของมลพิษข้ามพรมแดนในกรณีนี้คือ ปริมาณมหาศาลของตะกอนปนเปื้อนที่ครอบคลุมระยะทางหลายกิโลเมตรและพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำจำนวนมาก ซึ่งทำให้การขจัดมลพิษให้หมดไปโดยสิ้นเชิง เป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนส่งผลกระทบในหลายมิติ ดังนี้
- ประชาชนและชุมชนท้องถิ่น: เสี่ยงต่อการรับสารหนูผ่านห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะจากการบริโภคปลาในแม่น้ำ หากปลาปนเปื้อน อาชีพประมงและแหล่งโปรตีนสำคัญของชุมชนจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก
- รัฐบาลและหน่วยงานนโยบาย: ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่อาจต้องทำต่อเนื่องไปถึงระดับชั่วลูกชั่วหลาน ซึ่งเป็นความท้าทายต่องบประมาณระยะยาว
- ภาคธุรกิจและการลงทุน: ความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารในพื้นที่ภาคเหนือ
บริหารจัดการความเสี่ยง
ศาสตราจารย์ เรเบิล เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการพยายามกำจัดมวลของสารปนเปื้อนทั้งหมด ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยง โดยให้ความสำคัญกับปริมาณสารพิษที่สามารถเข้าสู่ร่างกายสิ่งมีชีวิตได้ และความสามารถในการเคลื่อนที่ของสารเหล่านั้น
“สารพิษที่ถูกฝังลึกอยู่ใต้ตะกอนเกิน 5-10 เซนติเมตร มักจะไม่ก่อความเสี่ยงหากไม่มีการไปรบกวนหน้าดิน แต่ปัญหาคือการไหลเวียนของน้ำและการเกิดน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งจะพัดพาตะกอนเหล่านี้กระจายไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน”
ในส่วนของวิธีการฟื้นฟู ศาสตราจารย์ เรเบิล ได้เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของมาตรการต่าง ๆ ไว้ดังนี้
- การขุดลอกตะกอน: แม้จะเป็นการนำสารพิษออกจากพื้นที่ แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้สารพิษฟุ้งกระจายขึ้นมาสู่ผิวน้ำในช่วงที่ปฏิบัติงาน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสิ่งมีชีวิตในระยะสั้น
- การฝังกลบในที่: เป็นการนำวัสดุสะอาด เช่น ทราย หรือสารดูดซับ มาปิดทับตะกอนปนเปื้อนเพื่อแยกสารพิษออกจากระบบนิเวศหน้าดิน
- การฟื้นฟูตามธรรมชาติ: การปล่อยให้ตะกอนใหม่ที่สะอาดมาทับถมทับสารเดิม ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถควบคุมแหล่งกำเนิดได้สำเร็จแล้วเท่านั้น
ควบคุมที่ต้นน้ำ หัวใจการแก้ปัญหาข้ามพรมแดน
ศาสตราจารย์ เรเบิล เน้นย้ำว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าที่สุดคือ "การควบคุมที่แหล่งกำเนิด" แม้ว่าแหล่งกำเนิดจะอยู่นอกอธิปไตยของไทยก็ตาม
"เราไม่สามารถยอมแพ้เรื่องการควบคุมที่ต้นทางได้ เพราะการแก้ไขที่ปลายน้ำในแม่น้ำขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ยากลำบากและใช้ทรัพยากรมหาศาล"
ยุทธศาสตร์ที่เสนอต่อรัฐสภาคือการสร้างแนวทาง "Win-Win Solution" ในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยแสดงให้ประเทศเพื่อนบ้านและผู้ลงทุนหลัก เช่น จีน เห็นถึงผลกระทบในวงกว้าง
ตัวอย่างเช่น การเสนอให้มีการปรับปรุงการออกแบบเหมืองโดยการสร้าง "เขื่อนกักเก็บกากแร่" แทนการปล่อยลงน้ำ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใช้งบประมาณไม่สูงแต่ลดมลพิษได้มหาศาล หรือการบริหารจัดการโครงการเขื่อนเพื่อการเกษตรในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านให้ทำหน้าที่เป็น "อ่างตกตะกอน" เพื่อดักจับมลพิษก่อนไหลเข้าสู่ไทย
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและก้าวต่อไป
ศาสตราจารย์ เรเบิล ได้เสนอให้ประเทศไทยเริ่มดำเนินการใน 3 ส่วนหลัก คือ
- การศึกษาเชิงลึก: ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของตะกอนและสารพิษ เพราะสารพิษมักจับตัวกับอนุภาคขนาดเล็กที่ลอยไปได้ไกล
- โครงการนำร่อง: ทดลองใช้ระบบดักจับตะกอน หรือ "กำแพงถ่านกัมมันต์" ในจุดยุทธศาสตร์เพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อนดำเนินการจริงในสเกลใหญ่
- การเจรจาบนฐานข้อมูล: ใช้หลักฐานที่ระบุแหล่งที่มาของมลพิษอย่างชัดเจนในการพูดคุยกับเมียนมาและจีน เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในระดับภูมิภาค
ทางออกของประเทศไทยไม่ใช่เพียงการรอรับมลพิษที่ปลายน้ำ แต่คือการใช้งานวิจัยและนิติวิทยาศาสตร์ เป็นรากฐานในการทวงคืนสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีรัฐสภาเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนเจตจำนงทางการเมืองนี้ให้เป็นรูปธรรมในระยะยาว


