วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘โลกร้อนจากฝีมือมนุษย์’ ทุบสถิติใหม่ อุณหภูมิทะลุ 1.5°C ในปี 2030 หากไม่ลดการปล่อยก๊าซทันที

รายงานตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Indicators of Global Climate Change - IGCC) ฉบับที่ 4 ประจำปี 2025 ซึ่งจัดทำโดยทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 70 คน เผยให้เห็นภาพรวมของวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ 

ในปี 2025 ระดับการร้อนขึ้นที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งพุ่งแตะระดับ 1.37 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการตรวจวัดอุณหภูมิพื้นผิวโลกจริง ซึ่งพบว่าปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสามเท่าที่มีการบันทึกมา โดยปัจจัยจากความแปรปรวนทางธรรมชาติมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2016–2025 อัตราการร้อนขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ยังคงรักษาระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.27 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป โลกจะก้าวข้ามเกณฑ์สำคัญที่ 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีส ภายในช่วงปี 2030 หรือในเวลาอีกประมาณ 4 ปีข้างหน้า ซึ่งเร็วกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้

รายงานระบุว่า ในปี 2024 โลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 56,800 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล แม้ในตอนนี้อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ปริมาณก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาทั้งหมดก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราที่น่ากังวล

ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกหลักสามชนิดในชั้นบรรยากาศ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และก๊าซไนตรัสออกไซด์ ล้วนทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2025 โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ที่พุ่งสูงถึง 425.6 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เพิ่มขึ้น 3.8% จากระดับปี 2019 แสดงให้เห็นว่าก๊าซเหล่านี้กำลังดักจับความร้อนไว้ในบรรยากาศมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดร.ซาแมนธา เบอร์เกส จากหน่วยงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) กล่าวว่า การร้อนขึ้นของโลกในช่วงสิบที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดเกิดกิจกรรมของมนุษย์ และกำลังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงหากอุณหภูมิยังคงเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีการยับยั้งอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน ปัจจัยเสริมที่ทำให้โลกร้อนเร็วขึ้นคือ การลดลงของซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากมาตรการควบคุมมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลข้างเคียงให้เกราะป้องกันความร้อนจากละอองลอยลดลง และทำให้เกิดพลังงานไม่สมดุลของโลก หรือ EEI (Earth's Energy Imbalance) พุ่งสูงเป็นสถิติใหม่และเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาวะที่โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากกว่าพลังงานที่แผ่สะท้อนกลับออกไปสู่อวกาศ

ตั้งแต่ปี 1901 เป็นต้นมา ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก (GMSL) เพิ่มขึ้น 23 เซนติเมตร และในช่วงทศวรรษล่าสุดกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 3.67 มิลลิเมตรต่อปี ดร.เอมี่ สลังเกน นักวิทยาศาสตร์และผู้นำด้านการวิจัย ประจำสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ตัวเลขนี้อาจจะดูเหมือนน้อย แต่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งคุกคามความเป็นอยู่ของประชากรและระบบนิเวศริมชายฝั่งทั่วโลก

รายงานฉบับนี้ยังนำ “คลื่นความร้อนในทะเล” มาใช้เป็นตัวชี้วัดใหม่ เนื่องจากเกิดถี่ขึ้นกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับปี 1991 แค่ในปี 2025 เพียงปีเดียว โลกเผชิญกับคลื่นความร้อนในทะเลรวมถึง 65 วัน ซึ่งทำลายระบบนิเวศทางทะเล คุกคามความมั่นคงทางอาหาร และยังอาจส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วบนบกที่รุนแรงขึ้น

ขณะที่ “ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิสูงสุดบริเวณพื้นดิน” ในช่วงทศวรรษ 2016–2025 ร้อนขึ้นถึง 1.92 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 0.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้านี้ อีกทั้งความร้อนสุดขั้วที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ระดับอันตรายต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างรุนแรง

สำหรับ งบประมาณคาร์บอนที่เหลืออยู่ (RCB) เพื่อจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหลืออยู่เพียง 130,000 ล้านตันเมื่อนับจากต้นปี 2026 หากอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับปัจจุบัน RCB ที่มีอยู่จะหมดลงภายในเวลาประมาณ 3 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเราไม่สามารถรักษาเป้าหมายตามความตกลงปารีสได้แล้ว

ดร.คริส สมิธ นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการวิจัยอาวุโส ประจำสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการวิเคราะห์ระบบประยุกต์ (IIASA) แสดงความกังวลอย่างมากหากจะขาดงบประมาณสนับสนุนเครือข่ายตรวจวัดอากาศโลกและดาวเทียม โดยเฉพาะจากผลกระทบของการตัดสินใจทางการเมืองในบางประเทศ เพราะการขาดข้อมูลที่แม่นยำและต่อเนื่อง จะทำให้การประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในอนาคตจะทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเวลาที่โลกต้องการการดำเนินการที่เร่งด่วนที่สุด

รายงานเน้นย้ำว่า แค่การใช้พลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบไฟฟ้าอย่างเดียวไม่พอ รัฐบาลทั่วโลกต้องยกระดับความพยายามในการลดก๊าซคาร์บอนลงให้ได้ในช่วงทศวรรษ 2020 เพราะถ้าทำไม่ได้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะรุนแรงและอาจย้อนคืนไม่ได้สำหรับคนรุ่นต่อ ๆ ไป


ที่มา: Carbon BriefEuro NewsPhysThe Economic Times