วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน 2569

Login
Login

ไม่ใช่แค่แล้ง 'เอลนีโญ' อาจพาไทยอากาศสวิงสุดขั้ว มีฝน-น้ำท่วม สลับร้อนระอุ

หลายคนอาจเข้าใจว่า "เอลนีโญ" หมายถึงภัยแล้งและฝนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ความเป็นจริงอาจซับซ้อนและน่ากังวลกว่านั้น เมื่อนักวิชาการเตือนว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น ทั้งฝนตกหนักเฉพาะจุด น้ำท่วมฉับพลัน สลับกับคลื่นความร้อนและภาวะแห้งแล้งยาวนาน จากอิทธิพลของเอลนีโญที่มีแนวโน้มพัฒนาเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" ในช่วงปลายปีนี้

"ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศน์ทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ ภาคเกษตรกรรม ทรัพยากรทางทะเล ไปจนถึงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ พร้อมเตือนทุกภาคส่วนให้เร่งเตรียมพร้อมรับมือก่อนสถานการณ์จะทวีความรุนแรงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์และทิศทางความรุนแรง

สถานการณ์ปัจจุบันพบว่า อุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลบริเวณใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกได้เพิ่มสูงขึ้นเกินเกณฑ์ 0.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการเข้าสู่สภาวะเอลนีโญอย่างเป็นทางการ ดร.ธรณ์ ระบุว่าความแรงของปรากฏการณ์นี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และจะขยับขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคมของปีนี้ (2569)

สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ หน่วยงานพยากรณ์อากาศหลายแห่งทั่วโลกต่างวิเคราะห์ว่า เอลนีโญรอบนี้จะมีความรุนแรงมากกว่าครั้งที่ผ่านมา รวมถึงรุนแรงกว่าปี 2566 อย่างชัดเจน โดยมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะพัฒนาไปสู่ระดับ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าปกติเกิน 2 องศาเซลเซียส

ผลกระทบ "สองเด้ง" และสภาพอากาศสุดขั้ว

แม้ปรากฏการณ์ในเชิงอุตุนิยมวิทยาอาจเริ่มลดความรุนแรงลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2567 แต่ "ดร.ธรณ์" เตือนว่า ผลกระทบที่แท้จริงต่อสภาพแวดล้อมจะยังคงมีอยู่ต่อไปอีก 2-3 เดือน โดยจะลากยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน 2567

สาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ในปีหน้ามีความเสี่ยงสูง เกิดจากปัจจัยที่เรียกว่า "สองเด้ง" ได้แก่

  • ภาวะโลกร้อน (Global Warming): ที่เป็นพื้นฐานทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับเอลนีโญจึงยิ่งเพิ่มความรุนแรง
  • วงจรฤดูกาล: ช่วงที่ผลกระทบจากเอลนีโญยังตกค้าง (กุมภาพันธ์-พฤษภาคม) จะเป็นช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนตามปกติพอดี ทำให้ความร้อนและความแห้งแล้งจะรุนแรงเป็นทวีคูณ

วิกฤติน้ำ และ "Swing Extreme Weather"

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณฝนเฉลี่ยของประเทศไทยในปีนี้จะน้อยกว่าปกติประมาณ 10% หรืออาจมากกว่านั้นในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเกษตรกรและผู้ที่ต้องใช้น้ำเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพ ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำสำรองให้เพียงพอไปจนถึงช่วงหน้าแล้งปีหน้า เนื่องจากน้ำใหม่จากฝนรอบหน้าจะยังไม่มาจนกว่าจะถึงกลางปี 2570

อย่างไรก็ตาม "ดร.ธรณ์" ได้อธิบายถึงลักษณะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปว่า ฝนน้อยไม่ได้แปลว่าฝนไม่ตกเลย แต่เอลนีโญจะทำให้เกิดสภาพอากาศแบบสวิงสุดขั้ว คือฝนจะตกลงมาอย่างหนักรุนแรงในบางจุดในลักษณะฝนแช่ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำรอการระบายได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่อากาศจะกลับมาแห้งแล้งอย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมากในการจัดการน้ำ

ความเสี่ยงจากพายุไต้ฝุ่นและระบบนิเวศทางทะเล

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือ อุณหภูมิน้ำทะเลในแถบทะเลจีนใต้ที่ร้อนขึ้น ซึ่งจะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญให้กับพายุหมุนเขตร้อน โดยมีการคาดการณ์จากประเทศญี่ปุ่นว่า ปีนี้อาจมีจำนวนพายุไต้ฝุ่นมากกว่าปกติประมาณ 10-15%

"หากพายุเคลื่อนผ่านฮ่องกงและเวียดนามเข้ามาสู่ประเทศไทย จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งอาจนำไปสู่น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งฉับพลันได้ จึงขอเตือนว่าอย่าประมาทว่าปีเอลนีโญจะไม่มีน้ำท่วม" ดร.ธรณ์ กล่าว

ในส่วนของทรัพยากรทางทะเล "ดร.ธรณ์" คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2567 น้ำทะเลจะร้อนจัดจนส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวกระจายตัวเป็นวงกว้าง หญ้าทะเลเสื่อมโทรม และส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำชายฝั่งที่อาจต้องอพยพหนีความร้อนไปสู่เขตน้ำลึก ซึ่งจะทำให้การทำประมงพื้นบ้านทำได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังหรือบ่อชายฝั่งต้องระวังภาวะน้ำร้อนปลาตาย ซึ่งเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ต้องวางแผนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 5-6 เดือน

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

สภาพอากาศที่แปรปรวนนี้ยังซ้ำเติมปัญหาปากท้องของประชาชน โดย "ดร.ธรณ์" ชี้ให้เห็นว่าสภาวะสงครามในต่างประเทศที่ยังไม่สงบ ประกอบกับการปิดช่องแคบส่งออกสินค้าบางจุด เมื่อมารวมกับผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากอากาศแปรปรวน จะยิ่งทำให้ราคาสินค้าและอาหารแพงขึ้น

สำหรับการท่องเที่ยว คาดว่าฤดูหนาวปีนี้จะหนาวน้อยและสั้นกว่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสอากาศหนาวในภาคเหนือ ขณะที่ภาคใต้ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงต้นปีหน้า จะต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนักเนื่องจากเป็นช่วงที่ผลกระทบเอลนีโญพีคที่สุดพร้อมกับฤดูร้อนพอดี การจัดเตรียมต้นทุนน้ำสำหรับธุรกิจโรงแรมและบริการจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน

"ดร.ธรณ์" เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญมีความซับซ้อนและไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำในระยะยาวเกินไป การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

"เอลนีโญหนนี้แรงแน่นอน และจะส่งผลกระทบหลายด้านพร้อมกัน ทั้งเรื่องน้ำ เรื่องพายุ และเรื่องปากท้อง ขอให้ทุกคนเตรียมการและสู้ไปด้วยกัน"