วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘อิหร่าน’ ล้มละลายทางน้ำ สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ซ้ำเติมภัยแล้ง ประชาชนย้ายหนี

สถานการณ์น้ำใน “อิหร่าน” กำลังก้าวเข้าสู่ “ภาวะล้มละลายทางน้ำ” (Water Bankruptcy) ซึ่งเป็นผลมาจากการประสบปัญหาภัยแล้งมาเป็นมาเวลานาน รวมกับความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมานานหลายทศวรรษ จากนโยบายของรัฐที่มุ่งเน้นความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเอง หลังการปฏิวัติปี 1979 เกิดการใช้ทรัพยากรน้ำเกินขีดจำกัด

 

การจัดการน้ำล้มเหลว

ในอดีต “ทะเลสาบอูร์เมีย” เคยเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ด้วยมีพื้นที่เกือบ 6,000 ตร.กม. แต่ปัจจุบันกลับมีขนาดเหลือไม่ถึง 10% ของขนาดเดิม เนื่องจากมีการสร้างเขื่อนมากกว่า 60 แห่งเพื่อปิดกั้นทางน้ำที่จะไหลเข้าสู่ทะเลสาบ รวมถึงการผันน้ำไปใช้ในระบบชลประทานและการขุดเจาะน้ำบาดาลที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา 

‘อิหร่าน’ ล้มละลายทางน้ำ สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ซ้ำเติมภัยแล้ง ประชาชนย้ายหนี เปรียบเทียบปริมาณน้ำในทะเลสาบอูร์เมีย
(ซ้าย) ปี 1990 กับ (ขวา) ปี 2026
เครดิตภาพ: Google Earth

 

เช่นเดียวกับอ่างเก็บน้ำหลักที่หล่อเลี้ยงกรุงเตหะราน เช่น เขื่อนอามีร์ กาบีร์และเขื่อนลาร์ ก็มีระดับน้ำลดลงจนเกือบอยู่ในสภาวะน้ำในเขื่อนแห้งขอดจนไม่สามารถจ่ายน้ำได้ ขณะที่แม่น้ำสำคัญอย่างแม่น้ำซอยันเดะห์รุด ในเมืองอิสฟาฮาน ก็แห้งขอดจนเหลือเพียงดินแตกระแหง

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจาก รัฐบาลส่งเสริมให้มีการขุดเจาะน้ำบาดาลโดยไม่มีการควบคุม เพื่อปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก เช่น ข้าว สาลี และอ้อย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้ภาคการเกษตรของอิหร่านใช้น้ำสูงถึง 91% ของการใช้น้ำทั้งหมดในประเทศ แม้ว่าสภาพอากาศจะกึ่งแห้งแล้งและมีทรัพยากรน้ำจำกัดก็ตาม ส่งผลให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างรวดเร็ว จนชั้นหินอุ้มน้ำกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ

นอกจากนี้ การก่อสร้างเขื่อนจำนวนมหาศาลโดยผู้รับเหมาที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง กลุ่มที่เรียกว่า “มาเฟียน้ำ” ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะเขื่อนเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีการศึกษาผลกระทบ เน้นผลกำไรระยะสั้นมากกว่าความยั่งยืนทางนิเวศวิทยา ทำให้เขื่อนเหล่านี้ขัดขวางการไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติและเพิ่มอัตราการระเหยน้ำในอ่างเก็บน้ำ

ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพการใช้น้ำของอิหร่านยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย ระบบชลประทานส่วนใหญ่ยังคงเป็นการให้น้ำแบบปล่อยท่วม (flood irrigation) ซึ่งทำให้สูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ก่อนจะถึงพื้นที่เกษตร 

อีกทั้ง การขาดเงินทุนและการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การจัดการน้ำด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือการบัญชีน้ำผ่านดาวเทียม เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้การปรับปรุงระบบทำได้ยากขึ้น

ขณะที่ นีมา โชคริ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกสารสนเทศ เสริมว่านี่ไม่ใช่เพียงการจัดการที่ผิดพลาดในระดับผิวเผิน แต่เป็นความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ระดับสูงที่ละเลยความเป็นจริงของทรัพยากรที่มีอยู่

วิกฤตินี้ส่งผลกระทบต่อประชากรรุนแรง โดยมีหมู่บ้านกว่า 30,000 แห่งถูกทิ้งร้าง เนื่องจากไม่มีน้ำสำหรับทำการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่ เช่น เตหะราน และอิสฟาฮาน ซึ่งเมืองเหล่านี้เองก็กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนักจนแทบจะไม่มีน้ำใช้อยู่แล้ว

ผลกระทบจากสงคราม

สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ยิ่งทำให้อิหร่านเข้าสู่สภาวะล่มสลายทางน้ำเร็วขึ้น ฝั่งสหรัฐและอิสราเอลมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น คลังเชื้อเพลิงและโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบน้ำ เนื่องจากสถานีสูบน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย และเครือข่ายกระจายน้ำส่วนใหญ่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เมื่อระบบพลังงานถูกทำลาย ระบบน้ำจึงเป็นอัมพาตตามไปด้วย

ในพื้นที่ชายฝั่ง เช่น เกาะเกชม์และโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหายหนัก ส่งผลให้หมู่บ้านกว่า 30 แห่งขาดแคลนน้ำดื่มทันที แม้อิหร่านจะพึ่งพาน้ำจากโรงงานผลิตน้ำจืดเพียง 3% แต่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ในพื้นที่เฉพาะจุดส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพลเรือนอย่างมหาศาล นอกจากนี้ ท่อส่งน้ำและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งยังได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

ออรูป กังกุลี ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม เตือนว่าความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก หากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลาย ระบบบำบัดน้ำเสียและเครือข่ายกระจายน้ำทั่วประเทศจะล้มเหลวทันที การพึ่งพาเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำก็ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 3 ในบางแห่ง

ขณะเดียวกัน การระเบิดของคลังน้ำกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดฝนกรด มลพิษทางอากาศที่รุนแรง ควันดำ และสารพิษปกคลุมท้องฟ้า  ซึ่งเมื่อตกลงมาพร้อมกับฝนจะปนเปื้อนแหล่งน้ำที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด โดยสารพิษและโลหะหนักเหล่านี้อาจปนเปื้อนในระบบนิเวศน้ำได้นานถึง 20-30 ปี

เมื่อเกิดสงคราม รัฐบาลอิหร่านจึงต้องโยกงบประมาณและทรัพยากรที่ควรใช้ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ไปใช้ในการฟื้นฟูความเสียหายจากสงครามแทน เอริก ล็อบ รองศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าสงครามทำให้อิหร่านถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมากขึ้น ทำให้โอกาสในการได้รับเทคโนโลยีการจัดการน้ำที่ทันสมัยจากต่างประเทศยิ่งริบหรี่ลง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน เสนอแผนย้ายเมืองหลวงจากเตหะรานไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ ที่ใกล้กับแหล่งน้ำมากกว่า แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เหมือนกับการรักษาแผลขนาดใหญ่ด้วยปลาสเตอร์ยา เพราะรัฐบาลยังขาดแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติสำหรับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

ยิ่งสงครามรุนแรงเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลอิหร่านยึดมั่นในนโยบายพึ่งพาตนเองและลัทธิชาตินิยมมากทำนั้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมที่ต้องลดการใช้น้ำอย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังไม่มีความร่วมมือในระดับลุ่มน้ำ และการตัดสินใจที่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง โดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดทางธรรมชาติ ส่งผลให้การจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้สภาวะสงคราม กลายเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ

 

อนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย

แม้ในปี 2026 จะมีปริมาณฝนตกลงมาช่วยให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นบ้าง ตามรายงานของ เรซา ราห์มานี เลขาธิการคณะกรรมการกู้คืนทะเลสาบ แต่หากไม่มีการควบคุมการใช้น้ำในภาคเกษตรกรรมอย่างจริงจัง ทะเลสาบก็เสี่ยงที่จะกลับเข้าสู่วิกฤติอีกครั้งในช่วงฤดูร้อน

ขณะเดียวกัน การสูบน้ำบาดาลมาใช้มากเกินไปจนทำให้เกิด “ปรากฏการณ์แผ่นดินทรุดตัว” ซึ่งกำลังคุกคามเมืองใหญ่หลายแห่ง ข้อมูลจากดาวเทียมพบว่าพื้นที่ในอิหร่านกว่า 31,400 ตร.กม. กำลังทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยในบางพื้นที่ เช่น เมืองราฟซานจาน ทรุดลงมากกว่า 30 ซม.ต่อปี ปรากฏการณ์นี้สร้างความเสียหายต่อถนน อาคาร และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว

ประชาชนรวมตัวกันจนกลายเป็นการประท้วงรุนแรง เช่น การลุกฮือของผู้กระหายน้ำ ในจังหวัดคูเซสถาน และเมืองอิสฟาฮาน ประชาชนออกมารวมตัวกันเรียกร้องสิทธิในน้ำและไฟฟ้า จนรัฐบาลต้องใช้ความรุนแรงในการปราบปราม ยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ยังคงพอมีทางออกสำหรับวิกฤตินี้อยู่ เช่น การลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ การปฏิรูปเกษตรกรรมไปสู่พืชที่ใช้น้ำน้อย และการซ่อมแซม “คานัต” (qanats) ซึ่งเป็นระบบอุโมงค์น้ำโบราณ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นนีมา โชคริ แนะนำว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ในการบริหารจัดการและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาใหม่เสียก่อน ก่อนที่ระบบนิเวศของอิหร่านจะล่มสลายอย่างถาวร


ที่มา: AljazeeraDWFanack, Live ScienceReutersTehran Times