องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ยืนยันการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว และคาดว่าอาจรุนแรงที่สุดในรอบ 76 ปี
KEY POINTS
- องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ยืนยันการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว และคาดว่าอาจรุนแรงที่สุดในรอบ 76 ปี
- เอลนีโญครั้งนี้จะซ้ำเติมภาวะโลกร้อนและกระตุ้นให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และพายุรุนแรง
- นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าผลกระทบจากเอลนีโญอาจผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก
องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน 2026) ว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Nino) ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร และมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาเป็นหนึ่งในเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1950 ท่ามกลางความกังวลว่าจะยิ่งซ้ำเติมภาวะโลกร้อน และกระตุ้นให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกอุ่นกว่าปกติ แม้จะเกิดขึ้นในมหาสมุทรเพียงแห่งเดียว แต่ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่นั้น เนื่องจากสามารถเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของบรรยากาศโลกและส่งผลต่อรูปแบบฝน อุณหภูมิ และพายุในหลายทวีปพร้อมกัน
NOAA ระบุว่า มีโอกาส 63% ที่เอลนีโญครั้งนี้จะทวีความรุนแรงในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูหนาว จนติดอันดับเหตุการณ์เอลนีโญที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยาหลายรายคาดการณ์ว่าอาจมีความรุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าเอลนีโญครั้งใหญ่ในปี 1997 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์จากคลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า และพายุรุนแรงทั่วโลก
เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น โลกยิ่งแปรปรวน
นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ปกติน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกจะถูกกระแสลมพัดไปกองอยู่บริเวณออสเตรเลียและอินโดนีเซีย แต่เมื่อกระแสลมอ่อนกำลังลง น้ำอุ่นจะเคลื่อนกลับมาทางตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติ และปล่อยความร้อนจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้รูปแบบฝน พายุ และอุณหภูมิในหลายภูมิภาคของโลกเปลี่ยนแปลงไป
"แอบบี เฟรเซียร์" นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยคลาร์ก อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นผิดปกติ ความร้อนจำนวนมหาศาลจะถูกถ่ายเทจากผิวน้ำสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้ระบบสภาพอากาศทั่วโลกได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น เปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้กับปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น ฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น หรือพายุที่มีกำลังแรงมากกว่าเดิม
"ผลกระทบดังกล่าวมักเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ในหลายภูมิภาคพร้อมกัน โดยเฉพาะในประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอาจเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าปกติ โดยเฉพาะในภูมิภาคแปซิฟิก สถานการณ์สามารถเลวร้ายลงได้อย่างรวดเร็ว” เฟรเซียร์กล่าว
ผลกระทบของเอลนีโญแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยมักทำให้เกิดภัยแล้งในออสเตรเลียและแอฟริกาตอนใต้ เพิ่มความเสี่ยงไฟป่าและคลื่นความร้อน ขณะที่ชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้มักเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ส่วนเอเชียใต้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากมรสุมที่อ่อนกำลังลง ส่งผลต่อทรัพยากรน้ำและภาคเกษตรกรรม
ในมหาสมุทรแอตแลนติก เอลนีโญมักลดความรุนแรงของฤดูพายุเฮอริเคน แต่ในมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเพิ่มความเสี่ยงของพายุเขตร้อน ทำให้ฮาวายและหมู่เกาะต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้มีความเปราะบางมากขึ้น ขณะที่แอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนืออาจเผชิญสภาพอากาศแบบ “เหวี่ยงสุดขั้ว” จากภัยแล้งรุนแรงไปสู่ฝนตกหนักในระดับอันตราย
ยูเอ็นชี้ เอลนีโญเติมเชื้อไฟให้โลกเดือด
"อันโตนิโอ กูเตอร์เรส" เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกเอลนีโญว่าเป็นสัญญาณเตือนด้านภูมิอากาศที่เร่งด่วน พร้อมระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับโลกที่กำลังร้อนขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากผลกระทบด้านสภาพอากาศแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะพืชผลสำคัญอย่างข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความแปรปรวนของฝนและอุณหภูมิ ภัยแล้งในประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม บราซิล และบางส่วนของแอฟริกา อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก
เอลนีโญอาจเขย่าเศรษฐกิจโลกอีกระลอก
"มาร์แชล เบิร์ก" นักเศรษฐศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีหลักฐานชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มักเติบโตช้าลงในช่วงที่อากาศร้อนกว่าค่าเฉลี่ย
นักวิทยาศาสตร์หลายคนยังคาดการณ์ว่า ผลกระทบของเอลนีโญครั้งนี้อาจผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก เนื่องจากผลกระทบด้านความร้อนมักเกิดขึ้นล่าช้าหลังปรากฏการณ์ถึงจุดสูงสุด
นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยด้านภูมิอากาศจำนวนมากชี้ว่า เหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในช่วงปี 1876–1878 เชื่อมโยงกับภัยแล้งและภาวะอดอยากในอินเดีย จีน บราซิล และบางส่วนของแอฟริกา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันหลายสิบล้านคน โดยมีการประเมินตัวเลขอยู่ที่ราว 30–60 ล้านคน แม้ความสูญเสียส่วนหนึ่งจะเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารจัดการในยุคนั้นร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการขาดระบบเตือนภัย การขาดโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายการบริหารจัดการที่ไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต่างจากในศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันโลกมีระบบติดตามมหาสมุทร ดาวเทียม เครือข่ายเตือนภัยล่วงหน้า และความร่วมมือระหว่างประเทศที่ช่วยให้สามารถคาดการณ์และเตรียมรับมือผลกระทบจากเอลนีโญได้ดีขึ้น
จาก ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ สู่ ‘ก็อดซิลลาเอลนีโญ’
"มูฮัมหมัด อัซฮาร์ เอห์ซาน" นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า แม้เอลนีโญครั้งนี้จะได้รับฉายาตั้งแต่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Nino) ไปจนถึง “ก็อดซิลลาเอลนีโญ” (Godzilla El Nino) แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว
“แทนที่จะตื่นตระหนก เราควรใช้ข้อมูลและการพยากรณ์ที่มีอยู่ในการเตรียมความพร้อม เพื่อจำกัดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น” เอห์ซานกล่าว
คาดไทยเผชิญอากาศสุดขั้วและภัยแล้งยาวถึงปีหน้า
"ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศน์ทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงผลกระทบเอลนีโญ ที่จะสร้างความเสี่ยงจากพายุและวิกฤติทะเลไทยว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นในทะเลจีนใต้จะกลายเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ทำให้พายุหมุนเขตร้อนมีความรุนแรงกว่าปกติ
โดยมีการคาดการณ์ว่าปีนี้อาจมีไต้ฝุ่นมากกว่าปกติ 10-15% ซึ่งหากพายุเคลื่อนผ่านเวียดนามเข้าสู่ไทย จะส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนได้
สำหรับผลกระทบทางทะเล "ดร.ธรณ์ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในช่วงหน้าร้อนปีหน้า (กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2570) ซึ่งน้ำทะเลจะร้อนจัดจนส่งผลให้เกิดปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลเสื่อมโทรม และสัตว์น้ำชายฝั่งอพยพหนี
นอกจากนี้ ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังต้องระวังเป็นพิเศษเนื่องจาก "น้ำร้อนปลาตายง่าย" ซึ่งต้องมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 5-6 เดือน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ในด้านเศรษฐกิจ สภาวะอากาศแปรปรวนจะซ้ำเติมปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่ลดน้อยลง ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากฤดูหนาวที่สั้นลงและหนาวน้อยกว่าปกติ
โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำสำรองเพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในช่วงต้นปีหน้าซึ่งเป็นช่วงที่น้ำขาดแคลนพอดี
"เอลนีโญจะทำให้เกิดสภาพอากาศที่สวิงและสุดขั้ว อย่าประมาทเด็ดขาดว่าแล้งแล้วจะไม่มีน้ำ เพราะหากพายุมาจะรุนแรงมาก ทุกภาคส่วนต้องเร่งวางแผนรับมือกับวิกฤตการณ์ที่จะลากยาวไปจนถึงปีหน้า" ดร.ธรณ์ กล่าวสรุป
อ้างอิง: AP, Cambridge University





