วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน 2569

Login
Login

ยืนยันเอลนีโญก่อตัวแล้ว จ่อรุนแรงที่สุดรอบ 76 ปี ส่อผลัก 2027 ทุบสถิติร้อนสุด

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน 2026) ว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Nino) ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร และมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาเป็นหนึ่งในเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1950 ท่ามกลางความกังวลว่าจะยิ่งซ้ำเติมภาวะโลกร้อน และกระตุ้นให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกอุ่นกว่าปกติ แม้จะเกิดขึ้นในมหาสมุทรเพียงแห่งเดียว แต่ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่นั้น เนื่องจากสามารถเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของบรรยากาศโลกและส่งผลต่อรูปแบบฝน อุณหภูมิ และพายุในหลายทวีปพร้อมกัน

NOAA ระบุว่า มีโอกาส 63% ที่เอลนีโญครั้งนี้จะทวีความรุนแรงในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูหนาว จนติดอันดับเหตุการณ์เอลนีโญที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยาหลายรายคาดการณ์ว่าอาจมีความรุนแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าเอลนีโญครั้งใหญ่ในปี 1997 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์จากคลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า และพายุรุนแรงทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ปกติน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกจะถูกกระแสลมพัดไปกองอยู่บริเวณออสเตรเลียและอินโดนีเซีย แต่เมื่อกระแสลมอ่อนกำลังลง น้ำอุ่นจะเคลื่อนกลับมาทางตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นผิดปกติ และปล่อยความร้อนจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้รูปแบบฝน พายุ และอุณหภูมิในหลายภูมิภาคของโลกเปลี่ยนแปลงไป

"แอบบี เฟรเซียร์" นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยคลาร์ก อธิบายว่า เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นผิดปกติ ความร้อนจำนวนมหาศาลจะถูกถ่ายเทจากผิวน้ำสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้ระบบสภาพอากาศทั่วโลกได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น เปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้กับปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น ฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น หรือพายุที่มีกำลังแรงมากกว่าเดิม

"ผลกระทบดังกล่าวมักเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ในหลายภูมิภาคพร้อมกัน โดยเฉพาะในประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอาจเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าปกติ โดยเฉพาะในภูมิภาคแปซิฟิก สถานการณ์สามารถเลวร้ายลงได้อย่างรวดเร็ว” เฟรเซียร์กล่าว

ผลกระทบของเอลนีโญแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยมักทำให้เกิดภัยแล้งในออสเตรเลียและแอฟริกาตอนใต้ เพิ่มความเสี่ยงไฟป่าและคลื่นความร้อน ขณะที่ชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้มักเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ส่วนเอเชียใต้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากมรสุมที่อ่อนกำลังลง ส่งผลต่อทรัพยากรน้ำและภาคเกษตรกรรม

ในมหาสมุทรแอตแลนติก เอลนีโญมักลดความรุนแรงของฤดูพายุเฮอริเคน แต่ในมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเพิ่มความเสี่ยงของพายุเขตร้อน ทำให้ฮาวายและหมู่เกาะต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้มีความเปราะบางมากขึ้น ขณะที่แอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนืออาจเผชิญสภาพอากาศแบบ “เหวี่ยงสุดขั้ว” จากภัยแล้งรุนแรงไปสู่ฝนตกหนักในระดับอันตราย

"อันโตนิโอ กูเตอร์เรส" เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกเอลนีโญว่าเป็นสัญญาณเตือนด้านภูมิอากาศที่เร่งด่วน พร้อมระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับโลกที่กำลังร้อนขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกจากผลกระทบด้านสภาพอากาศแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะพืชผลสำคัญอย่างข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความแปรปรวนของฝนและอุณหภูมิ ภัยแล้งในประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม บราซิล และบางส่วนของแอฟริกา อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก

"มาร์แชล เบิร์ก" นักเศรษฐศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีหลักฐานชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มักเติบโตช้าลงในช่วงที่อากาศร้อนกว่าค่าเฉลี่ย

นักวิทยาศาสตร์หลายคนยังคาดการณ์ว่า ผลกระทบของเอลนีโญครั้งนี้อาจผลักดันให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก เนื่องจากผลกระทบด้านความร้อนมักเกิดขึ้นล่าช้าหลังปรากฏการณ์ถึงจุดสูงสุด

นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยด้านภูมิอากาศจำนวนมากชี้ว่า เหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในช่วงปี 1876–1878 เชื่อมโยงกับภัยแล้งและภาวะอดอยากในอินเดีย จีน บราซิล และบางส่วนของแอฟริกา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันหลายสิบล้านคน โดยมีการประเมินตัวเลขอยู่ที่ราว 30–60 ล้านคน แม้ความสูญเสียส่วนหนึ่งจะเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารจัดการในยุคนั้นร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการขาดระบบเตือนภัย การขาดโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายการบริหารจัดการที่ไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต่างจากในศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันโลกมีระบบติดตามมหาสมุทร ดาวเทียม เครือข่ายเตือนภัยล่วงหน้า และความร่วมมือระหว่างประเทศที่ช่วยให้สามารถคาดการณ์และเตรียมรับมือผลกระทบจากเอลนีโญได้ดีขึ้น

"มูฮัมหมัด อัซฮาร์ เอห์ซาน" นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า แม้เอลนีโญครั้งนี้จะได้รับฉายาตั้งแต่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ไปจนถึง “ก็อดซิลลาเอลนีโญ” แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว

“แทนที่จะตื่นตระหนก เราควรใช้ข้อมูลและการพยากรณ์ที่มีอยู่ในการเตรียมความพร้อม เพื่อจำกัดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น” เอห์ซานกล่าว

 

อ้างอิง: APCambridge University