โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กัลยอน คาราปินาร์ (Kalyon Karapınar) ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายในเขตอานาโตเลียตอนกลางของประเทศตุรกี ถือเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและของโลกอีกด้วย ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 20 ตร.กม. หรือเทียบเท่าสนามฟุตบอล 2,600 สนาม มีกำลังการผลิตติดตั้งสูงถึง 1,350 MWp
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์มากกว่า 3.5 ล้านแผง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 3,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชากรกว่า 2 ล้านคน หรือเทียบเท่ากับเมืองขนาดใหญ่หนึ่งเมืองเลยทีเดียว
อีกทั้งโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1.5-3 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยให้ตุรกีประหยัดงบประมาณในการนำเข้าพลังงานได้สูงถึง 450 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งถือเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
อูฟุก อัลปาร์สลัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคตุรกีและคอเคซัสจาก Ember กล่าวว่า “โรงไฟฟ้าแห่งนี้ช่วยให้ตุรกีก้าวขึ้นไปผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาคให้กลายเป็นความได้เปรียบในระดับโลก อีกทั้งการที่ตุรกีกำหนดให้โครงการลมและแสงอาทิตย์ใหม่ต้องมาพร้อมกับระบบกักเก็บพลังงาน ถือเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมกว่าประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป”
เทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการนี้มีความทันสมัยอย่างมาก โดยมีการใช้ระบบติดตามดวงอาทิตย์แบบแกนเดี่ยว (single-axis trackers) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าระบบติดตั้งคงที่ถึง 15% นอกจากนี้ยังมีแผงโซลาร์ที่สามารถรับแสงแดดจากด้านบนและรับความร้อนจากพื้นดินด้านล่างเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพลังงานอีกด้วย
เครดิตภาพ: Egemen Karakaya
แผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 80% ที่ใช้ในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ผลิตโดยบริษัท Kalyon PV บริษัทภายในประเทศเอง และยังมีการส่งออกแผงเหล่านี้ไปยังเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และออสเตรียอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตุรกีในการสร้างอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่พึ่งพาตนเองได้ภายในประเทศ
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์กัลยอน คาราปินาร์ยังมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟ โดยเฉพาะอาคารควบคุมกลาง ที่ออกแบบโดยบริษัท Bilgin Architects ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานศิลปะและฟังก์ชันการใช้งานเข้าด้วยกัน ตัวอาคารมีลักษณะเป็นทรงปริซึมสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ห่อหุ้มด้วยแผ่นสเตนเลสสะท้อนแสงกว่า 7,200 แผ่น ซึ่งทำให้ตัวอาคารดูกลมกลืนไปกับผืนดินและท้องฟ้าของทะเลทราย
เครดิตภาพ: Egemen Karakaya
ภายในอาคารมีสวนโอเอซิส บริเวณคอร์ทยาร์ดที่ตกแต่งด้วยพืชพรรณท้องถิ่น ซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศแห้งแล้ง สวนแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับพนักงานและผู้มาเยือน แต่ยังทำหน้าที่เป็นระบบควบคุมสภาพอากาศแบบพาสซีฟ ให้ความเย็นในฤดูร้อนและรักษาความอบอุ่นในฤดูหนาว
อาคารแห่งนี้ ยังถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมีทั้งโถงอเนกประสงค์ ห้องประชุม และพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในเรื่องพลังงานที่ยั่งยืน บนชั้นดาดฟ้ายังมีระเบียงที่สามารถมองเห็นแผงโซลาร์เซลล์ที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาได้แบบ 360 องศา
เครดิตภาพ: Egemen Karakaya
โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์แห่งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยมีกองทัพแกะ กว่า 3,000 ตัวในการช่วยกำจัดวัชพืชรอบ ๆ แผงโซลาร์ และยังมีการติดตั้งเครื่องติดตาม GPS ให้กับสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยอยู่ใต้แผงโซลาร์ เพื่อศึกษาและอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่ไปพร้อม ๆ กัน
ในปี 2025 พลังงานลมและแสงอาทิตย์มีสัดส่วนรวมกันถึง 22% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในตุรกี แม้ว่าถ่านหินจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลัก แต่ตุรกีก็พัฒนาด้านพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง คอเคซัส และเอเชียกลาง
อย่างไรก็ตาม แค่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กัลยอน คาราปินาร์เพียงแห่งเดียว ไม่สามารถช่วยให้ตุรกีบรรลุเป้าหมายใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์ 120 GW ภายในปี 2035 ยังจำเป็นต้องลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย ซึ่งอัลปาร์สลันกล่าวว่า “หากทำได้จริง โครงข่ายแบตเตอรี่ของตุรกีจะเป็นกระดูกสันหลังของศูนย์กลางพลังงานสะอาดแห่งใหม่ในภูมิภาค”
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กัลยอน คาราปินาร์คือสัญลักษณ์แห่งความทะเยอทะยานของตุรกีในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว ด้วยการผสานนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การผลิตในประเทศ และสถาปัตยกรรมที่ล้ำสมัย ทำให้โครงการนี้เป็นมากกว่าแค่แหล่งผลิตไฟฟ้า เพราะยังเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล
ที่มา: Arch Daily, Bigsee, Bilgin, Ember Energy, Energies Media, Euro News, Juan Cole
เครดิตภาพ: Egemen Karakaya


