พื้นที่บริเวณรอบดอยขี้เหล็ก ยอดเขาที่สูงที่สุดในเมืองโต๋น รัฐฉาน ประเทศพม่า กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของการช่วงชิงทรัพยากรระดับโลก โดย มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) หรือ SHRF เผยรายงานระบุว่า บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนและรัสเซียต่างรุกคืบเข้ามาขยายฐานการผลิตเหมืองแร่ทังสเตนอย่างเข้มข้น โครงการเหล่านี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจในพื้นที่ แต่กำลังสร้างรอยร้าวให้แก่ระบบนิเวศและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนท้องถิ่นที่อยู่ห่างจากพรมแดนไทยเพียง 20 กิโลเมตร
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนจีนและกองทัพว้า
โครงการเหมืองแร่ทังสเตนขนาดใหญ่ของจีนตั้งอยู่ทางทิศใต้ของดอยขี้เหล็กในพื้นที่เมืองจ้อด ซึ่งดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพว้า (United Wa State Army - UWSA) การเตรียมการเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เมื่อชาวบ้านสังเกตเห็นวิศวกรชาวจีนเข้ามาสำรวจพื้นที่ ตามมาด้วยการเร่งก่อสร้างถนนและเจาะอุโมงค์เข้าไปในภูเขาระหว่างปี 2566-2567
จนกระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เหมืองแห่งนี้ได้เริ่มกระบวนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ รายงานระบุว่าเทคโนโลยีและเครื่องจักรหนักถูกลำเลียงล่องมาตามแม่น้ำโขงจากประเทศจีน เข้าสู่ท่าเรือบ้านโป่ง ซึ่งเป็นด่านศุลกากรสำคัญติดกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำในลาว ก่อนจะถูกขนถ่ายด้วยรถบรรทุกผ่านเมืองสาดและเมืองโต๋นเพื่อเข้าสู่พื้นที่ทำเหมือง
รายงานระบุว่า ปัจจุบัน เหมืองของจีนมีการจ้างงานพนักงานชาวจีนประมาณ 100 คนในระดับผู้จัดการและเทคนิค และมีการจ้างแรงงานท้องถิ่นทั้งชาวไทใหญ่และพม่าอีกกว่า 250 คน รายได้ของคนงานระดับพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 300,000-500,000 จ๊าต (ราว 4,648-7,750 บาท) ต่อเดือน ในขณะที่คนงานขุดหินใต้ดินจะได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเที่ยวที่ประมาณ 200-400 บาทต่อการแบกแร่ออกมาจากอุโมงค์
รัสเซียรุกคืบทางตอนเหนือและการต่อต้านในพื้นที่
ในขณะที่จีนครองพื้นที่ทางทิศใต้ รัสเซียได้เริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาทางตอนเหนือของดอยขี้เหล็กภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลทหารพม่า ข้อมูลระบุว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญชาวรัสเซียได้เดินทางเข้ามาสำรวจและรังวัดพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพม่าหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนถึงมกราคม 2569 ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับแจ้งว่ารัฐบาลพม่าได้ออกใบอนุญาตให้บริษัทรัสเซียดำเนินการทำเหมืองทังสเตนในเขตพื้นที่ลาดชันทางตอนเหนือเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม โครงการของรัสเซียต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองในท้องถิ่น เมื่อฝ่ายปกครองของกองทัพว้า (UWSA) ในพื้นที่ห้วยอ้อ ได้ออกคำสั่งให้ชาวบ้านแสดงท่าทีต่อต้านโครงการเหมืองแร่ของคนรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ารัสเซียได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่พลวงในพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย การเข้ามาของรัสเซียในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างมอสโกและเนปิดอว์ที่ยาวนานมาตั้งแต่การร่วมทุนทำเหมืองเหล็กที่ภูเขาป๋างแปกในปี 2547
วิกฤติสิ่งแวดล้อม: เมื่อแม่น้ำกลายเป็นพิษ
ผลกระทบจากการทำเหมืองเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในหมู่บ้านที่อยู่ตอนท้ายน้ำ โดยเฉพาะที่ “บ้านว้า” ซึ่งอยู่ห่างจากเหมืองของจีนเพียง 1 กิโลเมตร ตั้งแต่ปี 2568 แหล่งข่าวในพื้นที่รายงานว่าเด็ก ๆ ในหมู่บ้านเริ่มมีอาการติดเชื้อที่ผิวหนัง มีผื่นคันตามตัวอย่างรุนแรงจากการสัมผัสและใช้น้ำในแม่น้ำผักกูด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักที่ไหลผ่านพื้นที่ทำเหมือง
นอกเหนือจากปัญหาสุขภาพ การเกษตรกรรมซึ่งเป็นหัวใจหลักของชาวบ้านก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก การสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในโรงแต่งแร่ของเหมืองจีนในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อการบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ตอนล่าง “น้ำมันไม่ไหลมาทางใต้เหมือนเดิม พอเหมืองกั้นน้ำไปใช้ เราก็ไม่มีน้ำทำนา” ชาวบ้านรายหนึ่งสะท้อนปัญหา (อ้างอิงตามสถานการณ์ในแหล่งข้อมูล) นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ตะกอนทรายจากการทำเหมืองได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่นาข้าวจนชาวบ้านไม่สามารถเพาะปลูกได้
องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนมีความกังวลว่า หากมีการเปิดทำเหมืองอย่างเต็มรูปแบบทั้งทางตอนเหนือและใต้ การปนเปื้อนของโลหะหนักและสารเคมีจากกระบวนการแยกแร่จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ลำน้ำสาขา แต่จะไหลลงสู่แม่น้ำจ้อดและแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของคนในภูมิภาค
ทังสเตน: แร่ยุทธศาสตร์ที่โลกต้องการ
เหตุผลสำคัญที่ทำให้มหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียสนใจพื้นที่เมืองโต๋น คือมูลค่ามหาศาลของแร่ทังสเตน ทังสเตนเป็นโลหะที่มีจุดหลอมเหลวสูงที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมดและมีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ จึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอวกาศ อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยุทโธปกรณ์ทางการทหาร และเครื่องมือขุดเจาะเหมืองแร่
ปัจจุบัน ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตทังสเตนรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2568 จีนสามารถผลิตได้ถึง 67,000 ตัน หรือคิดเป็นเกือบ 80% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก การขยายฐานการผลิตเข้ามาในรัฐฉานจึงเป็นการตอกย้ำอำนาจการควบคุมทรัพยากรต้นน้ำของจีน ในขณะที่พม่าเองก็เริ่มกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก โดยในปี 2566 พม่าถูกจัดเป็นประเทศผู้ผลิตแร่ดีบุกรายใหญ่อันดับสองของโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ควบคุมของกองทัพว้าเช่นกัน
ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและอนาคตที่คลุมเครือ
ประวัติศาสตร์ของเมืองจ้อดและเมืองโต๋นเต็มไปด้วยรอยแผลจากการสู้รบและการโยกย้ายถิ่นฐาน พื้นที่นี้เคยเป็นฐานที่มั่นของกองทัพเมืองไตย (MTA) ก่อนจะถูกกองทัพพม่ายึดครองในปี 2537 และต่อมามีการอพยพชาวว้ากว่า 14,000 คนจากตอนเหนือให้มาตั้งรกรากในช่วงปี 2542-2544 ส่งผลให้ชาวบ้านดั้งเดิมจำนวนมากต้องลี้ภัยเข้าสู่ประเทศไทย
ในปัจจุบัน เมืองจ้อดอยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกันของกองทัพว้าและกองทัพพม่า โดยมีการตั้งฐานทัพและโรงเรียนฝึกทหารขนาดใหญ่อยู่รายรอบพื้นที่เหมืองแร่ สถานการณ์ความขัดแย้งที่ซับซ้อนระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และรัฐบาลกลาง ยิ่งทำให้การตรวจสอบและกำกับดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองเป็นไปได้ยากขึ้น
"เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่ค่าแรงไม่กี่ร้อยบาทต่อวัน แต่เราต้องการน้ำที่สะอาดและที่นาที่ใช้ปลูกข้าวได้เหมือนเดิม นี่คือเสียงสะท้อนที่แฝงไปด้วยความกังวลของชาวบ้านท่ามกลางเสียงเครื่องจักรหนักที่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องบนดอยขี้เหล็ก"
ตราบใดที่ความต้องการแร่เชิงยุทธศาสตร์ในตลาดโลกยังคงพุ่งสูงขึ้น สมรภูมิการทำเหมืองที่เมืองโต๋นก็คงจะดำเนินต่อไป ทิ้งให้ชุมชนท้องถิ่นต้องเผชิญกับผลกระทบที่อาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล
ที่มา: SHRF


