‘ภาคเอกชน’ ตัวแปรชี้ชะตา NDCs ไทย–สวีเดน เร่งเครื่องกฎหมายภูมิอากาศ ปลดล็อกลงทุนคาร์บอนต่ำ
‘ภาคเอกชน’ ตัวแปรชี้ชะตา NDCs ไทย–สวีเดน เร่งเครื่องกฎหมายภูมิอากาศ ปลดล็อกลงทุนคาร์บอนต่ำ
สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ณ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ได้จัดการประชุม Sweden–Thailand Sustainable Development Forum ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “Achieving the updated Nationally Determined Contributions through collaboration” โดยหนึ่งในประเด็นเสวนาคือหัวข้อ “บทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนเป้าหมาย NDC ที่ยกระดับของประเทศไทย” (The Role of Private Sector Actors in Supporting Thailand’s Enhanced NDC) ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันระดมสมองและเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการพาประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นขึ้น
ความเปราะบางและความร่วมมือระดับโลก
“มารี ยูริซู” (Marie Jürisoo) ผู้อำนวยการศูนย์สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (SEI) ประจำภูมิภาคเอเชีย ในฐานะผู้ดำเนินการเสวนา ได้เปิดประเด็นโดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศที่เปราะบางที่สุดในโลก (อันดับที่ 17) ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศไทย แต่ยังส่งผลครอบคลุมถึงภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและคู่ค้าระหว่างประเทศที่พึ่งพาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว จากภูมิภาคนี้
“การยกระดับแผน NDC หมายถึงการกระชับการทำงานให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนมากขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงาน ทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซ (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการจัดการความเสียหาย (Loss and Damage)”
กลไกราคาคาร์บอน: ทางเลือกคุ้มค่า ประเทศกำลังพัฒนา
"ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา" ที่ปรึกษา นโยบายทรัพยากรธรรมชาติและการลดก๊าซเรือนกระจก และนโยบายด้านภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมองว่า สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่เรื่องง่ายและมีต้นทุนสูง ดังนั้น กุญแจสำคัญคือการหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด
“บทบาทของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะนำกลไกสำคัญอย่างภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิ และคาร์บอนเครดิตมาใช้”
“ดร.อดิศร์” กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันภาษีคาร์บอนยังแฝงอยู่ในภาษีพลังงาน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน หากราคาพลังงานไม่ขยับเพื่อสะท้อนต้นทุนคาร์บอน พฤติกรรมของคนก็จะไม่เปลี่ยน” อยากเสนอให้ภาครัฐควรขยายขอบเขตภาษีให้ครอบคลุมมากกว่าแค่น้ำมัน แต่ต้องรวมถึงก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และภาคเกษตรกรรมที่ปล่อยก๊าซมีเทนสูง
นอกจากนี้ “ดร.อดิศร์” ยังเสนอแนวคิด “ภาษีคาร์บอนแบบติดลบ” เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมที่มีรายได้น้อย โดยนำรายได้จากภาษีคาร์บอนในภาคพลังงานมาสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ยุติธรรมและช่วยลดต้นทุนรวมของประเทศได้มากกว่าการมุ่งเป้าไปที่ภาคพลังงานเพียงอย่างเดียว
“เทคโนโลยีจากประเทศอย่างสวีเดนมีความสำคัญที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านนี้ง่ายขึ้น ซึ่งผมเตรียมหารือเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของภาคป่าไม้ในฐานะแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่คุ้มค่า ณ กรุงสตอกโฮล์ม”
ถอดบทเรียนจากสวีเดน
“อันนา ฮัมมาร์เกรน” เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ได้แบ่งปันประสบการณ์ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้ถึง 70% ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 ในขณะที่เศรษฐกิจยังคงเติบโตได้
“เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันต้นทุนพลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงอาทิตย์ลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศที่กำลังเริ่มดำเนินการ”
สวีเดนใช้แนวทาง Whole-of-Society Approach “การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” โดยมีโมเดล “Quadruple Helix” ที่ผสานความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการ และภาคประชาสังคม หนึ่งในตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือ โครงการ Fossil Free Sweden ที่รวบรวม 22 สาขาอุตสาหกรรม เช่น ซีเมนต์ เหล็ก และป่าไม้ มาร่วมจัดทำแผนที่นำทาง เพื่อลดการใช้ฟอสซิล ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนจากระดับล่างขึ้นบน ความร่วมมือแบบ Quadruple Helix จะช่วยเปลี่ยนผลงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจที่ใช้งานได้จริง
ภาคเอกชน เจ้าของการปล่อยก๊าซ
“ดีโอ กาบิเนเต” (Deo Gabinete) ผู้จัดการภูมิภาคด้านยุโรปตะวันออก เอเชีย และแปซิฟิก เครือข่ายความร่วมมือ NDC (NDC Partnership) ชี้ให้เห็นความจริงสำคัญว่ารัฐบาลเป็นผู้ให้คำมั่นสัญญาตามแผน NDC แต่รัฐบาลไม่ใช่เจ้าของการปล่อยก๊าซ เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้า โรงงาน ฟาร์ม และป่าไม้ ซึ่งบริหารจัดการโดยภาคเอกชนและบุคคลทั่วไป การจะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ 47% ของไทย จึงต้องอาศัยการตัดสินใจและการลงทุนจากภาคเอกชนเป็นหลัก
“งบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแบกรับภาระการลงทุนมหาศาลนี้ได้ ภาครัฐจึงต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนผ่านกฎหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หากมีกฎหมายที่ชัดเจนและมีผลบังคับใช้ในปีหน้า บริษัทที่วางแผนลงทุนระยะ 10-15 ปี จะมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือความมั่นคงทางพลังงานและการลดความเสี่ยงจากราคาฟอสซิลที่ผันผวน ยกตัวอย่างความสำเร็จในภูมิภาค เช่น โครงการประมูลพลังงานสีเขียว ในฟิลิปปินส์ และการอนุญาตให้เอกชนซื้อขายพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงในเวียดนาม”
ความโปร่งใสและการเงินเพื่อการปรับตัว
“ธนิดา ลอเสรีวานิช” หัวหน้าฝ่ายวิจัย เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) นำเสนอข้อมูลจากเครื่องมือ Thailand Climate Finance Tracker ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีการลงทุนด้านการลดการปล่อยก๊าซสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในด้านการปรับตัวยังคงต่ำกว่ามากและส่วนใหญ่พึ่งพางบประมาณรัฐ
“เราไม่สามารถจัดการสิ่งที่เราไม่ได้วัดผลได้ งปัญหาความเหลื่อมล้ำในการลงทุน เช่น งบประมาณปรับตัว 75% ไหลไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ แต่ไทยยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนที่ผิดทิศทาง กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายใหม่ จะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน เช่น การเงินแบบผสมผสานเพื่อปิดช่องว่างนี้”
ความสำเร็จของเป้าหมาย NDC ที่ยกระดับขึ้นนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของกฎหมายในประเทศ ความโปร่งใสของข้อมูลเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้การลดก๊าซเรือนกระจกกลายเป็นทั้งหน้าที่และโอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคน


