วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘น้ำเสีย’ ปนเปื้อน ‘พื้นที่คุ้มครองทางทะเล’ สูงกว่าภายนอก 10 เท่า ผลจากควบคุมมลพิษบนบกไม่ได้

ข้อมูลจากรายงานวิจัยที่ทำการวิเคราะห์พื้นที่คุ้มครองทางทะเลกว่า 16,491 แห่งทั่วโลก โดยสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์เปิดเผยว่า 73% ของ “พื้นที่คุ้มครองทางทะเล” หรือ MPA (Marine Protected Areas) ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการปนเปื้อนด้วยไนโตรเจนจากน้ำเสีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเขตร้อนที่สำคัญต่อระบบนิเวศปะการัง ปัญหาดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้น ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบสูงถึง 87-92% สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือระดับมลพิษโดยเฉลี่ยภายในเขตคุ้มครองเหล่านี้สูงกว่าน้ำในบริเวณใกล้เคียงที่ไม่มีการคุ้มครองถึง 10 เท่า ในหลายภูมิภาค

การศึกษาครั้งนี้เน้นย้ำว่าแม้พื้นที่เหล่านี้จะถูกประกาศให้เป็นเขตคุ้มครองตามกฎหมาย แต่กลับไม่สามารถป้องกันมลพิษที่ไหลมาจากกิจกรรมบนบกได้เลย แถมเขตอนุรักษ์ในหลายพื้นที่กลับมีมลพิษมากกว่าพื้นที่ที่ไม่รับการคุ้มครองเสียอีก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเลือกตำแหน่งพื้นที่คุ้มครองอาจยังไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยเรื่องคุณภาพน้ำอย่างเพียงพอ

เดวิด อี. คาร์ราสโก ริเวรา ผู้เขียนหลักและผู้สมัครปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กล่าวว่า “สิ่งที่เราพบนั้นน่าตกตะลึงมาก เมื่อเราใช้ข้อมูลมลพิษระดับโลกมาทำแผนที่และเปรียบเทียบพื้นที่อนุรักษ์กับพื้นที่ที่ไม่มีการคุ้มครอง เราพบว่าเขตที่กำหนดไว้เพื่อการอนุรักษ์กลับได้รับมลพิษมากกว่าพื้นที่ที่ไม่มีการคุ้มครองเลยในหลายภูมิภาค” 

การวิจัยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่คุ้มครองชายฝั่ง 1,855 แห่งใน 6 ภูมิภาคเขตร้อน รวมถึงพื้นที่สามเหลี่ยมปะการัง (Coral Triangle) เมโซอเมริกาและแคริบเบียน และแอฟริกาตะวันออก โดยใช้แบบจำลองทางภูมิศาสตร์เพื่อวัดปริมาณไนโตรเจนจากน้ำเสียครัวเรือนและธุรกิจที่ไหลลงสู่ทะเล ผลการศึกษาพบว่าภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและตะวันออกกลางมีภาระมลพิษสูงสุด โดยพื้นที่คุ้มครองกว่า 60% มีระดับไนโตรเจนสูงกว่าค่ามัธยฐานของโลก

มลพิษจากน้ำเสีย ประกอบด้วยสารอาหาร เชื้อโรค และสารเคมี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ทำให้ปะการังเสื่อมโทรม เกิดปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งทำให้น้ำขาดออกซิเจน และบดบังแสงสว่างที่จำเป็นต่อหญ้าทะเล นอกจากนี้มลพิษน้ำเสียยังมีความเชื่อมโยงกับโรคสมองที่คล้ายอัลไซเมอร์ในโลมาอีกด้วย ขณะเดียวกันยังทำลายความสามารถของระบบนิเวศในการฟื้นตัวจากความเครียดด้านสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบต่อมนุษย์ก็มีความรุนแรงไม่แพ้กัน โดยน้ำที่ปนเปื้อนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ เช่น อหิวาตกโรคและไทฟอยด์ ถึง 1.4 ล้านคนต่อปี สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งประชาชนกว่า 3,000 ล้านคนที่พึ่งพามหาสมุทรเป็นแหล่งโปรตีนหลักอาจสูญเสียแหล่งอาหาร เนื่องจากมลพิษสามารถสะสมในสัตว์น้ำและเปลือกไม้ที่คนนำมาบริโภค

ดร.อาเมเลีย เวนเกอร์ หัวหน้าฝ่ายมลพิษทางน้ำระดับโลกของ WCS เตือนว่า “แม้แต่พื้นที่คุ้มครองที่จัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบก็จะล้มเหลวหากน้ำเสียยังคงไหลมาจากต้นน้ำ คุณไม่สามารถสร้างกำแพงกั้นในทะเลเพื่อหยุดมลพิษได้ ทางออกต้องเกิดขึ้นบนบกและต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเงินเพื่อการคุ้มครองมหาสมุทรของรัฐบาล” เธอย้ำว่ามลพิษน้ำเสียคือความล้มเหลวในการบูรณาการการจัดการที่ดินและทะเลเข้าด้วยกัน

จัสมิน ฟูร์นิเยร์ ผู้อำนวยการบริหารของ Ocean Sewage Alliance เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “จุดบอด” ในความพยายามบรรลุเป้าหมาย 30x30 ของสหประชาชาติที่ต้องการคุ้มครองพื้นที่ดินและทะเล 30% ของโลกภายในปี 2030 เธอกล่าวว่า “เราแค่ขีดเส้นบนแผนที่แล้วบอกว่าพื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองโดยไม่พิจารณามลพิษจากบก มลพิษน้ำเสียกำลังทำลายประสิทธิภาพของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอย่างต่อเนื่อง”

ในแง่ของการบริหารจัดการ เมอห์นาซ โกเจห์ ซีอีโอของ Okhtapus แพลตฟอร์มแบบจำลองที่เน้นด้านการฟื้นตัวของเมือง ชายฝั่ง สภาพภูมิอากาศ และมหาสมุทร ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน เช่น กระทรวงน้ำดูแลท่อน้ำเสีย กระทรวงสิ่งแวดล้อมดูแลแนวปะการัง แต่หน่วยงานเหล่านี้แทบไม่เคยทำงานประสานกันเลย 

“เราใช้เวลามากมายคุยเรื่องโควตาการประมงและการลาดตระเวน แต่ถ้าค่าไนโตรเจนยังสูง ปะการังก็จะตายอยู่ดี เราต้องหยุดมองว่าการสุขาภิบาลเป็นเพียงเรื่องสาธารณูปโภคที่น่าเบื่อ แต่ต้องมองว่าเป็นแนวหน้าของการอนุรักษ์มหาสมุทร” โกเจห์กล่าว

ด้าน กิลเฮอร์เม ลองโก นักนิเวศวิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ บอสตัน กล่าวว่าการลงทุนฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ที่มีมลพิษน้ำเสียเป็นสิ่งที่สูญเปล่า เพราะขาดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นตัว เพราะงานวิจัยของเขาพบร่องรอยของไนโตรเจนจากน้ำเสียในสาหร่ายทะเล ที่เขตมรดกโลก ในบราซิล ทั้งที่ได้รับการคุ้มครองอย่างดี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคุณภาพน้ำเป็นพื้นฐานที่สำคัญกว่าการประกาศเขตคุ้มครองเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ยังมีทางออก โดยมีตัวอย่างความสำเร็จที่ เกาะโรอาทาน ในประเทศฮอนดูรัส ซึ่งชุมชนร่วมมือกับกลุ่มอนุรักษ์ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียจนสามารถลดแบคทีเรียปนเปื้อนได้ถึง 95% ภายใน 7 ปี หรือระบบ NEWater ของสิงคโปร์ที่รีไซเคิลน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพจนไม่มีสารปนเปื้อนหลุดลอดสู่สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเหล่านี้มีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดไปคือเจตจำนงทางการเมืองและกลไกความรับผิดชอบที่เชื่อมโยงผู้ก่อมลพิษต้นน้ำเข้ากับความสมบูรณ์ของพื้นที่ปลายน้ำ

ท้ายที่สุด คณะผู้วิจัยเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกนำเรื่องการจัดการมลพิษน้ำเสียบรรจุเข้าใน กรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกโดยเฉพาะการเชื่อมโยงเป้าหมายที่ 3 (การคุ้มครองพื้นที่) เข้ากับเป้าหมายที่ 1 (การวางแผนการใช้ที่ดินและทะเล) เป้าหมายที่ 2 (การฟื้นฟูระบบนิเวศ) และเป้าหมายที่ 7 (การลดมลพิษ) เพื่อให้การอนุรักษ์มหาสมุทรเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน มิฉะนั้นเราจะเหลือเพียงพื้นที่อนุรักษ์บนแผ่นกระดาษที่ไม่สามารถรักษาสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลได้จริง


ที่มา: EarthMongabayOceanographic Magazine