คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ 4 ประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร การพัฒนาความร่วมมือด้านการจัดการลุ่มน้ำข้ามพรมแดนไทย–มาเลเซีย การเชื่อมโยงและบริหารจัดการพื้นที่ป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก รวมถึงการกำหนดกลไกของประเทศไทยในการเข้าถึงกองทุนระหว่างประเทศเพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มติดังกล่าวสะท้อนทิศทางการดำเนินงานของภาครัฐที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และการเตรียมความพร้อมรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
เดินหน้าแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ครม. เห็นชอบ คือ การกำหนดพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพอยู่เดิมสามารถเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมาย
แนวทางดังกล่าวมุ่งลดความขัดแย้งระหว่างการใช้ประโยชน์ที่ดินกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการรักษาพื้นที่ป่าของประเทศ รวมถึงการป้องกันการขยายตัวของการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติมในอนาคต
ไทย–มาเลเซีย ร่วมบริหารจัดการลุ่มน้ำโก-ลก
ครม. ยังเห็นชอบ “โครงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโก-ลก” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลเซียในการพัฒนาการบริหารจัดการลุ่มน้ำร่วมกัน
โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากอุทกภัย การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน และการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศ
พื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลกถือเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผชิญปัญหาน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศจึงถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีความเชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน
หนุนโครงการเชื่อมต่อผืนป่าภาคอีสาน–ตะวันออก
อีกหนึ่งมติสำคัญคือ การเห็นชอบเอกสารโครงการ Integrated Forest Landscape Management for Strengthening the North-eastern and Eastern Forest Corridors (IFLMS-NE&E)
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายยกระดับการบริหารจัดการภูมิทัศน์ป่าไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก โดยเชื่อมโยงพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ชุมชนเข้าด้วยกันภายใต้แนวคิดการจัดการแบบบูรณาการ
แนวทางนี้มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นอกเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการคงอยู่ของสัตว์ป่าและระบบนิเวศ ขณะเดียวกันยังช่วยลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่
ตั้งหน่วยงานหลักประสาน “กองทุน FRLD”
นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบการกำหนดชื่อกองทุน Fund for Responding to Loss and Damage (FRLD) เป็นภาษาไทยว่า “กองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ” หรือ “กองทุน FRLD”
พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานประสานหลักของประเทศไทย เพื่อดำเนินการประสานงานและเสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุนดังกล่าว
การมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศสำหรับโครงการด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ การบริหารจัดการน้ำ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


