พื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ของ “ออสเตรเลีย” กำลังเผชิญกับ “กองทัพหนู” นับล้านตัวที่บุกทำลายพืชผลและรุกล้ำเข้าไปในบ้านเรือน สร้างความหวาดผวาให้กับผู้คนในพื้นที่ สถานการณ์ครั้งนี้รุนแรงจนถูกเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการอยู่กับซากศพที่เน่าเปื่อย เนื่องจากกลิ่นและเสียงของพวกมันที่กัดกินทุกอย่างขวางหน้าไม่เว้น แม้แต่ในเพดานบ้านและระบบปรับอากาศ
วิกฤตการณ์ปี 2026 ถือว่ารุนแรงกว่าการระบาดครั้งใหญ่ในปี 2021 โดยเกษตรกรในรัฐออสเตรเลียตะวันตกเริ่มรายงานจำนวนหนูที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนมีนาคม ตามมาด้วยพื้นที่ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ความเสียหายครอบคลุมทั้งพื้นที่ปลูกข้าวสาลี คาโนลา ลูพิน และบาร์เลย์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เกษตรกรต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อรักษาไว้
ต้นตอของหายนะ
เบลินดา อีสโตห์ นักปฐพีวิทยาและเกษตรกรเจ้าของฟาร์ม อธิบายว่าต้นเหตุมาจากผลผลิตที่ทำสถิติสูงสุดในปีที่ผ่านมา ปริมาณเมล็ดธัญพืชที่ตกค้างอยู่ในท้องทุ่งหลังการเก็บเกี่ยวกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศที่ช่วยให้หนูเหล่านี้เติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วเกินควบคุม
สภาพอากาศยังเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญ เมื่อมีฝนตกลงมาในช่วงฤดูร้อนช่วยให้ต้นกล้าอ่อนเขียวชอุ่มงอกเงย กลายเป็น “สวรรค์ของหนู” ที่มีทั้งอาหารหลักและอาหารเสริมอย่างครบถ้วน อีสโตห์เปรียบเทียบว่าประชากรหนูเหล่านี้เหมือนได้กินทั้งสเต๊กและสลัดควบคู่กันไป ทำให้พวกมันมีสภาพความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์พูนสุขและไม่ยอมลดจำนวนลงแม้จะผ่านช่วงเวลาปกติไปแล้ว
ในตอนกลางคืน หนูจะลอบออกมากัดกินเมล็ดพันธุ์จากร่องดินทันทีหลังจากที่เกษตรกรหว่านเมล็ดเสร็จสิ้น เกษตรกรบางรายพบว่าพื้นที่เพาะปลูกหายไปเป็นแถวเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ต้องลงทุนมหาศาลในการหว่านเมล็ดซ้ำใหม่ท่ามกลางภาวะที่ราคาเชื้อเพลิงและปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นจากผลของสงครามในต่างประเทศ
ไม่เพียงแต่ในไร่นา แต่ในเขตเมืองโมราวา ถนนหนทางต่างเต็มไปด้วยซากหนูที่ตายและกำลังจะตายส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว ร้านค้าในท้องถิ่นต้องทิ้งสินค้าที่ถูกหนูกัดกินมูลค่านับหมื่นดอลลาร์ และเจ้าของร้านต้องเผชิญกับสภาพที่หนูวิ่งพล่านอยู่ตามชั้นวางสินค้าต่อหน้าต่อตาลูกค้าในขณะที่พวกเขากำลังจับจ่ายใช้สอย
การขยายพันธุ์ที่หยุดไม่ได้
สตีฟ เฮนรี ผู้เชี่ยวชาญด้านหนูและเจ้าหน้าที่วิจัยจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) ระบุว่านี่คือปัญหาที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับเกษตรกร เขาลงพื้นที่สำรวจและพบรูหนูจำนวนมหาศาลในทุกระยะการเดินเพียงไม่กี่เมตร ซึ่งบ่งชี้ว่าประชากรหนูในบางพื้นที่สูงเกินความคาดหมายไปไกลมาก
ตามมาตรฐานสากล การระบาดจะถูกนิยามเมื่อพบหนูมากกว่า 128 ตัวต่อไร่ แต่ในรัฐออสเตรเลียตะวันตกมีการคาดการณ์ว่าอาจมีหนูสูงถึง 1,280-1,600 ตัวต่อไร่ จำนวนดังกล่าวเทียบได้กับประชากรหนูนับพันตัวที่วิ่งพล่านอยู่ในพื้นที่ขนาดเท่าสนามรักบี้เพียงสนามเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง
หนูเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยหนูตัวเมียสามารถเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุเพียง 6 สัปดาห์ พวกมันสามารถตกลูกได้ครั้งละ 6-10 ตัว ในทุก ๆ 19 ถึง 21 วัน และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือพวกมันสามารถตั้งท้องใหม่ได้ทันทีภายใน 2-3 วันหลังคลอด ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณในเวลาสั้น ๆ ซึ่งทำให้การควบคุมปริมาณหนูทำได้ยากมาก
เฮนรียังเน้นย้ำถึงผลกระทบทางจิตวิทยาที่รุนแรงต่อเกษตรกร เพราะต่างจากการเผชิญภัยแล้งที่สามารถหลบเข้าบ้านเพื่อพักผ่อนได้ แต่สำหรับการระบาดของหนู พวกมันจะตามเข้าไปในบ้านทุกที่ แม้กระทั่งในตู้กับข้าว หรือวิ่งผ่านเตียงนอนในขณะที่ผู้คนกำลังหลับใหล ทำให้เกษตรกรและครอบครัวไม่สามารถตัดขาดจากปัญหาได้แม้ในยามพักผ่อน
ออสเตรเลียมักเจอเหตุการณ์ “หนูระบาด” ในทุก ๆ 4-5 ปี หลังจากช่วงเวลาที่มีฝนชุกและพืชผลสมบูรณ์ แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะพื้นที่ทางตะวันตกที่ไม่ค่อยพบปัญหาหนักเท่าทางตะวันออก กลับเริ่มเห็นสัญญาณการระบาดที่รุนแรงขึ้นและบ่อยขึ้น เนื่องจากระบบการเกษตรสมัยใหม่ที่มีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน
เกษตรกรต่อสู้เพื่อความอยู่รอด
เพื่อรับมือกับวิกฤติที่ดูเหมือนจะเกินกำลังนี้ สำนักงานทะเบียนยาฆ่าแมลงและยาสัตว์แห่งออสเตรเลีย (APVMA) ได้อนุมัติใบอนุญาตฉุกเฉินให้เกษตรกรสามารถใช้ยาเบื่อหนูสูตรเข้มข้นที่เรียกว่า “ซิงก์ฟอสไฟด์” (Zinc Phosphide) ที่มีความเข้มข้น 50 กรัมต่อกิโลกรัม (ZP50) ซึ่งมีความแรงมากกว่าสูตรเดิมที่เคยใช้ถึงสองเท่า
เกษตรกรอย่าง โรเบิร์ต มิตเชลล์ ต้องวางยาเบื่อทั่วทั้งพื้นที่ฟาร์มและบางจุดต้องทำซ้ำหลายครั้งเพื่อให้ได้ผลในการลดจำนวนประชากรหนู แม้ยาเบื่อชนิดใหม่จะช่วยลดจำนวนหนูได้มากกว่า 80% แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าหนูจะเลือกกินเหยื่อพิษเหล่านั้นหรือไม่ ท่ามกลางเมล็ดพืชธรรมชาติที่มีอยู่ล้นเหลือในท้องทุ่ง
นอกจากการใช้สารเคมีแล้ว องค์กรเกษตรกรผู้ผลิตธัญพืชแห่งออสเตรเลีย (GPA) ยังเร่งให้ความรู้และฝึกอบรมการใช้ยาเบื่ออย่างปลอดภัยเพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์อื่นและสิ่งแวดล้อม การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยพยุงสถานะทางการเงินของเกษตรกรที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลจากวิกฤติครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับสภาพอากาศที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งความเย็นและความชื้นอาจช่วยหยุดยั้งวงจรการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ เมื่อฤดูหนาวมาถึง วงจรฝันร้ายนี้จะสิ้นสุดลงเพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสฟื้นฟูผืนดินและเริ่มผลผลิตใหม่อีกครั้ง
ที่มา: ABC, ABC, BBC, SBS, The Telegraph

