“ซูเปอร์เอลนีโญ” ในปี 2026 จะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบร้อยกว่าปี เกิดขึ้นเมื่อลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอ่อนกำลังลง ส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรอุ่นขึ้นอย่างผิดปรกติ กระบวนการนี้จะปล่อยความร้อนปริมาณมหาศาลที่สะสมในมหาสมุทรออกสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร พลังงาน และเงินเฟ้อทั่วโลก ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจากสงครามอิหร่าน
แอนดรูว์ วัตกินส์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยโมนาช ชี้ให้เห็นว่าซูเปอร์เอลนีโญ จะยิ่งทำให้สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยความร้อนที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 องศาเซลเซียสจะทำให้อากาศกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น 7% ซึ่งส่งผลให้เกิดทั้งภัยแล้งที่รุนแรงและการแกว่งตัวไปสู่พายุฝนที่รุนแรงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ หวัง หย่าฉี วิศวกรอาวุโสของศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีนเตือนว่า ซูเปอร์เอลนีโญเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทั้งภูมิอากาศและเศรษฐกิจ ทั้งนี้เฉิน ลี่จวน หัวหน้านักพยากรณ์อากาศเตือนว่า แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่อุณหภูมิโลกอาจยังไม่แตะระดับสูงสุดในปีนี้ เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญมักจะเกิดช้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ คือ ความผันผวนของสภาพอากาศในปี 2026 นี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ในทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิกฤติความมั่นคงทางอาหาร
เบนจามิน เซลวิน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเตือนว่า ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมจากเอลนีโญในปี 2026 อาจนำไปสู่ทุพภิกขภัยทั่วโลก เดิมทีความหิวโหยเป็นเรื่องของการเมืองและเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่เอลนีโญเข้ามาทำให้เกิดความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงทำลายผลผลิต ยิ่งจะซ้ำเติมระบบอาหารโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว
สินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดกำลังเผชิญกับราคาที่พุ่งสูงขึ้น เช่น โกโก้ เนื่องจากแหล่งผลิตหลักอย่างกานาและโกตดิวัวร์เจอภัยแล้งรุนแรง ขณะที่ในเอเชีย เกษตรกรต้องรับมือกับราคาปุ๋ยและดีเซลที่สูงขึ้นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจอกับเอลนีโญอาจทำให้น้ำตาลและยางพาราขาดแคลน ส่วนปริมาณน้ำฝนในช่วงมรสุมที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอินเดีย กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร
การพึ่งพาปุ๋ยเคมีและปลูกพืชเชิงเดี่ยวในระบบเกษตรสมัยใหม่ ทำให้พืชปรับตัวได้น้อยลง เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส จะทำให้ผลผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความเครียดจากความร้อนยังทำให้ผลิตภาพของปศุสัตว์ลดลงด้วย ในประเทศที่ยากจนและมีหนี้สินล้นพ้นตัว การพึ่งพาการนำเข้าอาหารและปุ๋ยทำให้ไม่มีกันชนทางการเงินเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความหิวโหยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภาคปศุสัตว์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เนื่องจากใช้พื้นที่เกษตรกรรมถึง 80% ของโลกปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลือง ซึ่งต้องการปุ๋ยและพลังงานฟอสซิลในปริมาณมหาศาล งานวิจัยของศ.เซลวินเสนอว่าการเปลี่ยนไปสู่นิเวศเกษตร ที่เน้นความหลากหลายของพืชและการหมุนเวียนสารอาหารตามธรรมชาติจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหารได้มากกว่าในระยะยาว
ตัวอย่างความสำเร็จจากมาลาวี แสดงให้เห็นว่าการปลูกข้าวโพดสลับกับพืชตระกูลถั่วช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 80% และมีความเสถียรมากกว่าในช่วงปีที่แห้งแล้ง หากไม่มีการสนับสนุนเชิงนโยบายเพื่อปรับโครงสร้างระบบอาหารในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อาจทำให้ข้าวมีผลผลิตลดลงอย่างหนัก
วิกฤติความมั่นคงทางพลังงาน
ซูเปอร์เอลนีโญยิ่งทำให้ปัญหาวิกฤติความมั่นคงทางพลังงานรุนแรงยิ่งขึ้น เจสัน ยิง นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์สังเกตเห็นความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เพิ่มขึ้นในเอเชียเพื่อใช้ในการทำความเย็นในช่วงอากาศร้อนจัด สิ่งนี้อาจทำให้ยุโรปขาดแคลนก๊าซในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากสินค้าถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเอเชียแทน
ภัยแล้งที่มาพร้อมกับซูเปอร์เอลนีโญ ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในหลายภูมิภาค เช่น จีน บราซิล และโคลอมเบีย เมื่อระดับน้ำในเขื่อนลดต่ำลง ประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องหันไปเผาไหม้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเพื่อชดเชยการผลิตไฟฟ้าที่ขาดหายไป
การหันไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงาน แต่ยังเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งส่งผลให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นไปอีก หวัง หย่าฉีระบุว่าภาวะนี้สร้างวงจรที่สร้างความเสียหายซึ่งสร้างภาระหนักแก่เศรษฐกิจ นอกจากนี้ สภาพอากาศสุดขั้วเช่นน้ำท่วมรุนแรงยังอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟฟ้า เช่น สถานีไฟฟ้าย่อยและสายส่ง
ในประเทศอย่างอินเดีย อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ปริมาณฝนที่ลดลงทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหยุดชะงัก ความตึงเครียดในระบบพลังงานนี้ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และซ้ำเติมวิกฤติราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่าน
แม้บางประเทศอาจได้รับประโยชน์ในบางด้าน เช่น ปารากวัย ที่มีอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังน้ำที่แข็งแกร่ง แต่อีกหลายประเทศในแถบเทือกเขาแอนดีส กลับเผชิญกับความเสี่ยงที่รุนแรงกว่า การขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอาจทำให้โรงงานต้องลดชั่วโมงการทำงานลง ซึ่งทำให้ซัพพลายเชนหยุดชะงักในวงกว้าง
การจัดการความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางปริมาณน้ำที่ลดลงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้วางแผนนโยบาย ซึ่งต้องเลือกระหว่างความมั่นคงทางพลังงานในระยะสั้นกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
แรงกดดันจากเงินเฟ้อ
ดีเอโก เปเรยรา นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของเอลนีโญต่อเศรษฐกิจไม่ได้เป็นแบบเส้นตรง โดยความเสียหายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นเกินเกณฑ์ 1.0 องศาเซลเซียส ดังนั้นซูเปอร์เอลนีโญอาจทำให้เกิด “ภาวะเงินเฟ้อช็อก” (Inflation Shock) ทั่วทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาและเอเชีย
ในสภาวะปรกติ หากมีการจัดการที่ดีพอซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อโลก แต่สถานการณ์ในปี 2026 แตกต่างออกไป เนื่องจากเกิดควบคู่กับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แรงกดดันด้านราคามักจะพุ่งสูงสุดในช่วง 4-8 เดือนหลังจากเกิดผลกระทบครั้งแรก ซึ่งหมายความว่าผลกระทบจะลากยาวไปจนถึงปี 2027
ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญกับความกดดันที่ต้องรัดกุมนโยบายการเงินต่อไป เพื่อควบคุมราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ความน่าเชื่อถือของผู้กำหนดนโยบายเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้การพุ่งขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลายเป็นภาวะเงินเฟ้อทั่วไปที่ควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางวิกฤติผลผลิตอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอยในบางภูมิภาค
ในระดับภูมิภาค ผลกระทบมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก อาร์เจนตินา อาจได้รับประโยชน์จากฝนที่ช่วยเพิ่มผลผลิตถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี ซึ่งจะช่วยพยุงค่าเงินเปโซได้ ในทางตรงกันข้าม เปรูและเอกวาดอร์ ตกอยู่ในสถานะลำบากจากการประกาศสถานะฉุกเฉินเนื่องจากดินถล่มและน้ำท่วม ซึ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานและท่าเรือ
การรับมือกับเอลนีโญจึงขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้น ๆ มีการลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วมและการจัดการน้ำมากน้อยเพียงใด ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้สาธารณะที่สูงทำให้บางรัฐไม่มีกันชนทางการเงินเพียงพอในการช่วยเหลือครัวเรือนเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น องค์กร Oxfam จึงเรียกร้องให้ประเทศกลุ่ม G7 ปรับเปลี่ยนงบประมาณทางการทหารมาช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางเหล่านี้
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในด้านการผลิตอาหารและพลังงาน รวมถึงการก้าวข้ามโมเดลทางเศรษฐกิจที่เน้นการทำกำไรระยะสั้นไปสู่ระบบที่เน้นความยืดหยุ่นและยั่งยืน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังจะกลายเป็นเรื่องปรกติใหม่ของโลก
ที่มา: Financial Times, South China Morning Post, The Conversation, The Wall Street Journal

