วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

WMO เตือน ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จ่อถล่มโลกภายใน ก.ย.นี้ ดันปี 2027 ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการว่ามีโอกาสสูงถึง 80% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) จะก่อตัวขึ้นในช่วงเวลานี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม หรือกันยายน ปี 2026  สร้างความกังวลอย่างมากต่อวงการวิทยาศาสตร์โลก เนื่องจากสภาพอากาศทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์อยู่แล้ว

ปรากฏการณ์นี้เริ่มชัดเจนขึ้น จากการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรตอนกลาง และตอนตะวันออกเริ่มอุ่นขึ้นจนถึงเกณฑ์ที่กำหนด ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าอุณหภูมิน้ำในบางจุดของแปซิฟิกเขตร้อนพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 6 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการพัฒนาของเอลนีโญในครั้งนี้

นอกจากนี้ WMO ยังประเมินว่ามีความน่าจะเป็นสูงถึง 90% ที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะยืดเยื้อไปอย่างน้อยจนถึงเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่รุนแรงที่สุด และระดับความแรงที่แน่ชัด แต่แบบจำลองส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเอลนีโญในครั้งนี้จะมีความรุนแรงในระดับปานกลางไปจนถึงขั้นรุนแรงมาก จนเรียกได้ว่าเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ

ด้วยความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญ และภาวะโลกร้อน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศคาดการณ์ว่า ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำลายสถิติเดิมของปี 2024 ซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากเอลนีโญที่รุนแรงในช่วงปี 2023-24 ร่วมกับภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

กลไกสำคัญที่ทำให้ซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้รุนแรงมาจาก “อ่างเก็บความร้อน” (Reservoir of heat) มวลน้ำอุ่นมหาศาลที่สะสมอยู่ใต้ผิวมหาสมุทรแปซิฟิกในระดับลึกหลายร้อยเมตร โดยกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก และจะค่อยๆ ขึ้นมาสู่พื้นผิวเพื่อถ่ายเทความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะรบกวนรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก และเพิ่มความร้อนให้กับโลกอย่างรวดเร็ว

ปรากฏการณ์เอลนีโญจะส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศในระดับภูมิภาค โดยมีแนวโน้มจะเกิดภัยแล้งรุนแรงในออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่บางพื้นที่ของสหรัฐ และแอฟริกาตะวันออกอาจต้องเผชิญกับฝนตกหนักและความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้น

นอกเหนือจากปริมาณน้ำฝนแล้ว เอลนีโญยังมีอิทธิพลต่อการเกิดพายุ โดยจะเพิ่มโอกาสการก่อตัวของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง และตะวันออกให้สูงกว่าค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้มักจะช่วยยับยั้งการพัฒนาของพายุในแถบมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าฤดูกาลพายุในแอตแลนติกปีนี้อาจจะต่ำกว่าระดับปกติ

ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดประการหนึ่งคือ ความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากความแห้งแล้งที่อาจเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร และราคาอาหารโลก ปัญหานี้อาจทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากเกษตรกรในหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากราคาปุ๋ย และเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากสงครามอิหร่าน

 

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกมาเตือนว่าโลกมองว่าเอลนีโญเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสภาพอากาศที่เร่งด่วน เพราะสภาวะเอลนีโญที่จะเกิดขึ้นเป็นเหมือนกับการราดน้ำบนกองไฟ ยิ่งทำให้โลกร้อนระอุยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบรุนแรง ลุกลามไปไกล และข้ามพรมแดนด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว

ทางด้านเซเลสเต เซาโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงซึ่งจะทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น เธอระบุว่าความร้อนที่รุนแรงจัดเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่มีอันตรายถึงชีวิตมากที่สุด และจะเพิ่มแรงกดดันต่อระบบอาหาร น้ำ และสาธารณสุขอย่างมหาศาล

กูเตอร์เรส เรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน และยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับทุกคน เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางที่สุดจากการทำลายล้างของวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

 

 

ที่มา: BBCEarthReutersThe Guardian

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์