แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลกลับยังไม่สิ้นสุด ตรงกันข้าม หลายฝ่ายมองว่าการส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยตรงยิ่งทำให้กระบวนการตรวจสอบภายนอกมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน ขณะที่นักวิชาการด้านทะเลได้เริ่มเปิดประเด็นคำถามต่อข้อมูลในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องพื้นที่ปะการัง คุณภาพน้ำ และผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจของโครงการยุทธศาสตร์ระดับชาติในระยะต่อไป
ท่ามกลางข้อสังเกตจากฝ่ายค้านและกระแสความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ล่าสุด "ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศน์ทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด (คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์, คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาและประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการแลนด์บริดจ์ และคณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ) เพื่อพิจารณาโครงการ โดยหนึ่งในนั้นคือคณะอนุกรรมที่ศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ทางสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยได้ระดมนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิแต่งตั้ง "คณะกรรมการเงา" เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการที่เป็นมาตรฐาน โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบความถูกต้องของรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) และข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเตรียมนำเสนอข้อเสนอแนะต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ เพื่อให้การพิจารณาโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและรอบคอบที่สุด
ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลสัตว์หน้าดิน
ประเด็นแรกที่คณะกรรมการเงาให้ความสำคัญคือ "สัตว์ทะเลหน้าดิน" บริเวณพื้นที่สร้างท่าเรือ ซึ่งพบว่าตัวเลขในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีความแตกต่างอย่างมากกับข้อมูลการศึกษาคู่ขนานของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีความเชี่ยวชาญ
"ตัวเลขตรงนี้สำคัญมาก เพราะจะถูกนำไปคำนวณจำนวนสัตว์ที่จะตายจากการถมกรหรือดิน เพื่อใช้ตัดสินใจเรื่องความคุ้มค่าและการชดเชยความเสียหาย"
"ดร.ธรณ์" ระบุ พร้อมเสนอว่าอาจต้องมีหน่วยงานกลางเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมเนื่องจากข้อมูลยังมีความขัดแย้งกันสูง
วิกฤติปะการังชั้นดีและตะกอนฟุ้งกระจาย
ในส่วนของแนวปะการัง ข้อมูลจากการศึกษาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าจะมีพื้นที่ปะการังได้รับผลกระทบรวมทั้งสองฝั่งกว่า 2,300 ไร่ โดยเฉพาะที่เกาะพยามและเกาะค้างคาว จังหวัดระนอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานภาพดีถึงดีมาก ซึ่งหาได้ยากในประเทศไทย
นอกจากนี้ รายงาน EHIA ของ สนข. ยังระบุว่าในช่วงการก่อสร้างอาจเกิดการฟุ้งกระจายของตะกอนได้กว้างถึง 200,000 ไร่ในบางช่วงเวลา
"ตะกอนจำนวนมหาศาลขนาดนี้หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ จะส่งผลกระทบต่อหญ้าทะเลและปะการังอย่างรุนแรง และต้องพิจารณาว่าต้นทุนในการป้องกันถูกนำไปคิดรวมเป็นต้นทุนโครงการแล้วหรือไม่"
เตรียมชงข้อมูลเข้าที่ประชุม 9 มิ.ย. นี้
คณะกรรมการเงาชุดนี้ยืนยันว่าการทำงานไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด โดยนอกจาก 3 ประเด็นหลักข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องทิศทางกระแสน้ำ คุณภาพน้ำ และสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ต้องพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการแลนด์บริดจ์ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อให้การตัดสินใจในโครงการระดับประเทศเป็นไปอย่างรอบคอบที่สุด


